ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างสาหัสสากรรจ์ จนแทบมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตาม

นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพฤษภาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 80.31 หดตัว 23.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 104.57 นับเป็นการหดตัวต่ำสุดในรอบ 101 เดือน หรือ 8 ปี 4 เดือนนับจากเดือนม.ค. 2555 อย่างไรก็ตาม สศอ.ประเมินว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเดือนมิถุนายนจะกลับมาดีขึ้น หลังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของดัชนีเอ็มพีไอเดือนพ.ค.เทียบกับเดือนก่อนขยายตัว 2.86% โดยเดือนเมษายนหดตัว 24.69% อยู่ที่ระดับ 78.08 เนื่องจากรัฐบาลผ่อนคลายล็อคดาวน์ระยะที่ 3 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนและระยะที่ 4 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ช่วยให้กิจกรรมเศรษฐกิจบางส่วนและกิจการบางประเภทสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้

นายอิทธิชัย กล่าวด้วยว่า สศอ. ยังคงคาดการณ์เอ็มพีไอปี 2563 ทั้งปีติดลบ 6-7% จากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คาดขยายตัว 2-3% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มมีการคำนวณดัชนีเอ็มพีไอเมื่อเดือนม.ค. 2543 และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมติดลบ 5.5-6.5% จากเดิมคาดขยายตัว 1.5-2.5%

อีกด้านหนึ่งนายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 770 ราย ระหว่างวันที่ 10-25 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าในไตรมาส 3 นี้ ผู้ประกอบการ 8%คาดว่าจะลดพนักงาน จึงคาดการณ์ว่าจะมีแรงงานถูกให้ออก 2.4%หรือคิดเป็นประมาณ 1 แสนคนจากแรงงานภาคท่องเที่ยวทั้งระบบ และที่น่าติดตามคือผู้ประกอบการ 30%ยังไม่ตัดสินใจว่าจะปลดพนักงานหรือไม่ ยังรอดูนโยบายจากทางภาครัฐและความรุนแรงของการระบาดของโรคโควิด-19 ก่อน

นอกจากนี้หากผู้ประกอบการไม่สามารถเปิดกิจการได้อีกครั้งในไตรมาส 3 หรือกลไกทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า คาดว่าจะมีสัดส่วนของการลดพนักงานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ข้างต้น จากไตรมาส 2 ที่ผ่านมามีแรงงานภาคท่องเที่ยวที่ไม่มีงานทำชั่วคราวประมาณ 2.6 ล้านคนและกำลังรอการตัดสินใจจากนายจ้างว่าจะเลิกจ้างหรือไม่ เนื่องจากระยะเวลาในการชดเชยรายได้จากกองทุนประกันสังคมเหตุเนื่องจากถูกสั่งให้ปิดกิจการเพราะโควิด-19 ครบกำหนด 3 เดือนในเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเต็มคณะ เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ คือติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย และหามาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ทีมเศรษฐกิจ ประเมินว่าโรคโควิด-19 จะกระทบเศรษฐกิจ 3 เดือน และจะทยอยฟื้นตัวได้ครึ่งปีหลัง แต่เมื่อดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือน เมษายน- พฤษภาคม ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งการส่งออกที่ติดลบมาก การท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปกว่าร้อยละ 100 ตัวเลขหนี้ NPL ที่เพิ่มขึ้นมาก และสถานการณ์โควิด-19 หลายประเทศยังไม่ดีขึ้น ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมากระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวจะกินเวลายาวนานกว่าที่คาดไว้ อย่างเร็วเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวได้ไตรมาส4 จากการลงทุนภาครัฐและเม็ดเงินต่างๆที่ลงไปได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤติ ประกอบกับปัญหาเสถียรภาพของทีมเศรษฐกิจ เราจึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น

กองทุนประกันวินาศภัย
Muang Thai Insurance