การเมือง ถ้าหยุดนิ่ง เงียบสงบ ก็คงไม่ใช่การเมือง ! สถานการณ์ที่พรรคพลังประชารัฐ ในเวลานี้ต้องถือว่า "แรงกระเพื่อม" ยังคงเกิดขึ้นเป็นระลอก ไม่ว่า "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะรู้สึกหงุดหงิดใจหรือไม่ มากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่า "เสียงปราม"จาก "บิ๊กตู่"รอบนี้ก็อาจไม่มีความหมาย

ยิ่งเมื่อใกล้ถึงวันประชุมใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่กำหนดเอาไว้เป็นที่ 3 ก.ค.มากเท่าใด "ปฏิบัติการต่อรอง" จากกลุ่มก๊วนการเมืองภายในพรรคก็ยิ่งแสดงตัว รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น !

กลุ่มกทม.ที่แทบไม่เคยสำแดงตัว ล่าสุดก็พลันเกิด "กลุ่ม 6 ส.ส." ขึ้นมา ว่ากันว่ามี "มาดามเดียร์" วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรค เป็นแกนนำ กำลังเปิดหน้าเล่น ออกมาเคลื่อนไหว จนเกิดเป็นคลื่นลมลูกใหม่ที่กำลังกรุ่นอยู่ในพรรค และที่สำคัญยังทำให้มีคำถามไปถึง "พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ "รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำ ว่าในปีกอำนาจก๊วน กทม.นั้นเกิดศึกใน งัดข้อกันเองแล้วหรือไม่

กลุ่ม 6 ส.ส.กทม.ที่มี "มาดามเดียร์" เป็นแกนหลัก ประกอบด้วย กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.เขตคลองเตย-วัฒนา ,ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.เขตดุสิต-บางซื่อ, ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.เขตราชเทวี พญาไท จตุจักร ,ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.เขตบางกะปิ-วังทองหลาง และศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.เขตหนองจอก กทม. โดยล่าสุดกลุ่มดังกล่าวเพิ่งลงพื้นที่ เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา เพื่อรับเรื่องร้องเรียนการก่อสร้างตึกกระทรวงการคลัง และตึก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง

แน่นอนว่าการลงพื้นที่ของกลุ่ม 6 ส.ส.กทม.ครั้งนี้ ยิ่งทำให้เกิดคำถามและตอกย้ำว่า กลุ่ม กทม.ที่เคยมีพุทธิพงษ์ กับ "ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" รมว.ศึกษา และแกนนำพรรค เป็นแกนหลัก ถึงคราวมาสู่ "ทางแยก"แล้วใช่หรือไม่

การตอบคำถามสื่อของพุทธิพงษ์ ต่อประเด็นความขัดแย้งและกระแสข่าวการแยกวง ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ไม่อาจปิดบังได้ว่า แท้จริงแล้วเกิด"รอยร้าว" ขึ้นจริง !

"วันหนึ่งหากใครคิดจะไปไหนก็ต้องให้เกียรติและสิทธิ แต่ถ้าถามว่ารู้สึกอย่างไร ส่วนตัวไม่ได้เสียใจอะไร และคิดว่าเขาเป็นบุคลากรที่ดีและมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ถ้าวันหนึ่งผมนั่งคิดได้ก็อาจเสียใจด้วยตัวเองว่า เราเลือกมาเองและสนับสนุนเขาไปถึงฝั่งแล้ว ก็เป็นสิ่งที่เขาจะดำเนินการได้ตามความคิดของเขา ส่วนผมก็มีความคิดของผมเอง"

ทั้งท่าทีของพุทธิพงษ์ และการแสดงออกของ"กลุ่ม 6 ส.ส.กทม." ล้วนแล้วกำลังตอกย้ำว่า"ต่อกันไม่ติด" !

อย่างไรก็ดีน่าสนใจว่า แท้จริงแล้วภายในพรรคพลังประชารัฐยังมีกลุ่มก๊วน ที่มีความขัดแย้งกันเองอยู่แล้ว และเมื่อมี "วาระพิเศษ" คือการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จึงเป็นเหมือน"ตัวเร่ง" ให้ปมปัญหาที่เคยคุกรุ่น เกิดปะทุขึ้นมาอย่างที่เห็น

และยังต้องไม่ลืมว่าพรรคพลังประชารัฐเองยังมีวาระที่ต้องฟาดฟันกันในยกต่อไป หลังได้โฉมหน้า "คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่" จบลง คือการจัดสรรเก้าอี้"รัฐมนตรี" ใน ครม."ประยุทธ์2/2" ซึ่งว่ากันว่า งานนี้บิ๊กตู่ อาจจะต้องปวดหัวหนักหนาเอาการ มากกว่าเมื่อครั้งตั้ง ครม."ประยุทธ์2/1" หลังเลือกตั้งด้วยซ้ำ!

การปรับ ครม.ครั้งนี้ กำลังกลายเป็นโจทย์ข้อยากสำหรับ "3 ป."ไม่น้อย เพราะยิ่งนานวัน"บิ๊กป้อม"พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พลังประชารัฐ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบิ๊กตู่ เองไม่เพียงแต่จะต้องยึดกุม "กระทรวงหลัก" เอาไว้ในมือ ให้ได้เท่านั้น

แต่ขณะเดียวกันยังต้องหาทางบริหารจัดการ"ความสัมพันธ์"ทั้งในพลังประชารัฐ ไปถึง"พรรคร่วมรัฐบาล"ที่ยังรอจังหวะ "ออกฤทธิ์" ถ้า "3ป."คิดจะยึดกระทรวงเกรดเอ เอาคืน !!