"ในส่วนของการปรับเปลี่ยนครม.ก็เป็นเรื่องของผม ซึ่งผมจะรู้เองว่าควรจะพิจารณาเมื่อไหร่ อย่างไร แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสนอตัวกันมาเยอะแยะในขณะนี้ พรรคร่วมก็เป็นเรื่องของพรรคร่วม ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็มีหลายพรรค เพราะฉะนั้นใครจะเป็นหรือไม่เป็นผมยังไม่ได้คิดซักอย่าง

วันนี้ขอทำงานไปก่อนเพราะฉะนั้น กรุณาเลิกและงดเสนอข่าวพวกนี้ได้แล้ว มันเหมือนดราม่า มันเหมือนละครสักเรื่องหนึ่ง เหมือนดูละคร ก็ต้องย้อนกลับมาดูตัวเหมือนกัน ดังนั้นอย่าเพิ่งไปถึงตรงโน้นเลย

อย่าเพิ่งมาถามว่าผมจะปรับ ครม.หรือยัง ถ้าปรับเมื่อไหร่ผมจะบอกเอง บางทีก็ไม่ต้องบอก ผมก็ปรับเอง เป็นการตัดสินใจของนายกฯ แต่เพียงผู้เดียวในการที่จะปรับครม. ซึ่งก็มีสัดส่วนของแต่ละพรรคอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรคจะว่ากันมา"

ถ้าถอดรหัส แปลนัยยะในสิ่งที่ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ซักถามถึงความคืบหน้าเรื่องของการปรับครม.ก็จะพบว่า งานนี้พล.อ.ประยุทธ์ จงใจที่จะ "ส่งสัญญาณ" ไปถึงทั้ง "คนใน" ของพรรคพลังประชารัฐที่กำลังเปิดหน้า ซัดกันให้นัวเนีย รวมถึง "พรรคร่วมรัฐบาล" ที่รอจังหวะ ว่าเมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ จะปรับครม. กันเสียที

เพราะอย่าลืมว่ารัฐบาลผสมของพล.อ.ประยุทธ์ นั้นประกอบด้วย "20 พรรค" และทุกเสียง ทุกที่นั่งในสภาฯล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อพรรคพลังประชารัฐ และรัฐบาล ในการพิจารณาทั้งกฎหมายสำคัญ ไปจนถึงคะแนนโหวตในญัตติไม่ไว้วางใจ

แม้เวลานี้เสียงของรัฐบาล จะท่วมท้นหลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จนกลายร่างมาเป็น "พรรคก้าวไกล" แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ที่นั่งของพรรคอนาคตใหม่ หดหายไป ส่งผลทำให้ "ความแข็งแกร่ง" ของ "พรรคร่วมฝ่ายค้าน" ต้องลดลงไปด้วย

จากนั้นส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่เหลือรอด จากคดียุบพรรคบางส่วนได้ตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองในฟากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อทำงานทางการเมืองต่อ หมายความว่าพรรคร่วมรัฐบาล แต่ละพรรคจึงเชื่อว่าหากมีการปรับครม. โอกาสที่จะได้ขยับขยาย ปรับเปลี่ยนกระทรวง ก็น่าจะมาถึงเช่นกัน !

ขณะที่ทุกคนกำลังรอสัญญาณการปรับครม. กันอย่างคึกคัก จนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาปรามนั้น ปรากฎว่า อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรี "4กุมาร" เองกลับถูกกดดัน และรุกไล่อย่างหนัก จากคนในพรรคพลังประชารัฐเอง ให้รีบตัดสินใจลุกออกจากเก้าอี้กันได้แล้ว

ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ สายที่ออกตัวหนุน "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ ของพรรคให้ขึ้นไปนั่ง "หัวหน้าพรรคคนใหม่" แทนอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และรักษาการหัวหน้าพรรค ต่างไม่มีใครต้อง เกรงใจหรือไว้ไมตรีกับ "กลุ่ม4กุมาร" กันตรงไปตรงมา ชนิดไม่มีกั๊ก

กลายเป็นว่า คนที่ยังนั่ง อยู่บนเก้าอี้รัฐมนตรี จึงตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะถูกคนในพรรคขับไล่ไสส่ง ผ่านสื่อทุกวี่วัน

กว่าจะถึงการปรับครม.มาถึง โอกาสที่จะรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จะเกิดความวุ่นวาย ตามมาไม่เลิกไม่รา ดูจะเป็นไปได้สูง เพราะนาทีนี้ คนที่ไม่ออกแอคชั่น ก็เหมือนไม่ได้ตีตราจอง ตำแหน่งแห่งหนใดๆ !