ปลายปี 2560 ต่อเนื่องถึงปี 2561 เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ประสบปัญหาราคาหมูหน้าฟาร์มตกต่ำ จากภาวะ Over Supply ทำให้หลายรายประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก บางรายต้องเลิกเลี้ยง บางรายตัดสินใจลดปริมาณการเลี้ยงลง และ ผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ต้องปลดแม่พันธุ์ทิ้งราว 20-30% จากปริมาณทั้งประเทศ เพื่อปรับสมดุลราคาสุกร ทำให้ผลผลิตในภาพรวมลดลงและสถานการณ์ Over Supply ค่อยๆผ่อนคลาย

ต่อมาในช่วงกลางปี 2562 เริ่มมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับ โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร ที่เกิดการระบาดอย่างหนักในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทำให้เกษตรกรทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ต่างระมัดระวังในการลงหมูเข้าเลี้ยงมากขึ้น เพื่อจำกัดความเสี่ยง ขณะที่บางรายหวั่นเกรงโรคดังกล่าว จึงรีบเทขายหมูออกจากฟาร์ม และพักการเลี้ยง เมื่อผนวกกับการที่เกษตรกรไม่เข้าเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์มาทดแทนที่ปลดไป ส่งผลให้ปริมาณหมูในระบบของไทยเมื่อปีที่แล้ว หายไปกว่า 15% ซึ่งถือเป็นอานิสงส์ที่ไทยสามารถรับมือและป้องกันการระบาดของ ASF ได้ จึงมีหมูหายจากระบบเพียงเท่านี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อปริมาณผลผลิตลดลง ระดับราคาย่อมขยับขึ้น เช่น ทุกๆประเทศที่เกิดโรคระบาด ASF และทำลายหมูไปเป็นจำนวนมาก หมูในหลายประเทศจึงมีราคาสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่สำหรับหมูไทย พบว่าแม้จะมีราคาขยับขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นราคาที่ถูกที่สุดในภูมิภาค ทั้งๆที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากระบบการป้องกันโรค ASF ที่เข้มข้น โดยปัจจุบันมีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ 66-68 บาทต่อกิโลกรัม

ว่ากันด้วยสถานการณ์ราคาหมูหน้าฟาร์มเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ในขณะนี้ อยู่ที่ 69-74 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่จีนราคาหมูพุ่งสูงขึ้นไปถึง 120-136 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 115-120 บาทต่อกิโลกรัม และกัมพูชา มีราคาหมูหน้าฟาร์มอยู่ที่ 96 บาทต่อกิโลกรัม

ความกังวลที่กำลังเกิดขึ้นตามมา คือปัญหาของสภาพอากาศที่เข้ามาซ้ำเติมการเลี้ยงหมู และจะกระทบปริมาณหมูที่จะออกสู่ตลาด เพราะสภาวะอากาศแปรปรวน ร้อนสลับฝน และอบอ้าวตลอดวันเช่นนี้ ส่งผลโดยตรงกับการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะหมูที่ไม่สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง หมูอ่อนแอ อยู่ไม่สบาย การกินอาหารได้น้อยลง ส่งผลให้การเจริญเติบโตต่ำ โตไม่สม่ำเสมอ อัตราแลกเนื้อแย่ลง อาจมีความเสียหายสูงขึ้น ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจึงน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะร้อนแล้งในช่วงที่ผ่านมาที่ผนวกกับสภาพอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน ส่งผลกระทบกับสุกรที่เลี้ยงอย่างหนัก โดยพบว่าปัจจุบันลูกหมูและหมูขุนเสียหายไปแล้วกว่า 20% นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเลี้ยงหมูนานขึ้นกว่าจะได้ขนาดที่ตลาดต้องการ กระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น่าเห็นใจ คนเลี้ยงหมูไทยที่ต้องเหนื่อยกับการป้องกัน ASF จนประสบความสำเร็จแล้ว หมูไทยกลายเป็นหมูคุณภาพสูงที่ทุกประเทศต้องการแล้ว แต่เมื่อมีสภาพภูมิอากาศเข้ามากระทบ ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงระยะเวลาการเลี้ยง ไปถึงต้นทุน และไปถึงปริมาณหมูออกสู่ตลาดที่อาจน้อยกว่าปกติ ... งานนี้ต้องอาศัยความเข้าใจด้านกลไกตลาดของผู้บริโภค...จึงจะช่วยให้เกษตรกรมีแรงเลี้ยงหมูต่อไป

บรรจบ สุขชาวไทย
นักวิชาการอิสระ : banchob_suk@yahoo.com