เการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19” ทำวงการฟุตบอลปั่นป่วนไปหมดทั่วทั้งโลก โปรแกรมการแข่งขันต้องเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนด บางลีก เลือกความปลอดภัย ของนักเตะ และแฟนบอลเป็นหลัก ตัดจบการแข่งขัน แบบไม่ต้องลุ้น!

แต่ยังคงมีบางลีก บางประเทศ พยายามจัดการแข่งขันให้ครบตามโปรแกรมที่วางไว้ โดยเฉพาะ ลีก “บุนเดสลีกา” ที่เริ่มแข่งขันไปก่อนเพื่อน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมโชว์ให้โลกได้เห็นว่า “การแข่งขันกีฬากำลังจะกลับมาแล้ว” แม้จะดูจืดๆ แห้งๆ ที่ไร้กองเชียร์ แต่ดีกว่าไม่มีอะไรให้ดู

อย่างไรก็ตามข่าวคราวของการ “ยกเลิกเกมที่เหลือ” ของบรรดา “ลีกพระรอง” ก็ดังสวนทาง ตามกันมาเป็นระลอกเช่นกัน ตั้งแต่ที่ฮอลแลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศสและล่าสุดสกอตแลนด์ ซึ่งพวกเขาไม่อาจต้านทานความรุนแรงของเชื้อไวรัสมรณะได้ และทั้งหมดต่างจำใจ หาบทสรุป เพื่อเริ่มต้นใหม่ หลังสถานการณ์ดีขึ้น

โดย “เอรีดีวิซีลีก” ของฮอลแลนด์ ที่ประกาศตัดจบ ถือเป็นลีกที่ตัดสินใจของประเทศต้นๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้ทุกฝ่าย รวมทั้งแฟนบอลพอใจนัก แม้ “เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์” ผู้อำนวยการของ “อาแจ็กซ์” จะออกมาเผยว่า “เขาเข้าใจสถานการณ์ดี แม้ว่าจะพลาดแชมป์ก็ตาม แต่แฟนบอลชาวดัตช์ส่วนใหญ่ ก็เข้าไปต่อว่าการตัดสินใจในครั้งนี้

ขณะที่ลีกใหญ่อื่นๆอย่าง “พรีเมียร์ลีก” อังกฤษ “ลาลีกา” สเปน และ “กัลโช เซเรียอา” อิตาลี นั้นเตรียมกลับมาลงสนามฟาดแข้งอีกครั้งในเดือน มิ.ย. นี้ โดยเฉพาะ ลีก “อังกฤษ” คือ ศึก “พรีเมียร์ลีก” ที่ล่าสุดมีความคืบหน้าเพิ่มเติม โดยทาง “บอริส จอห์นสัน” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เปิดเผยข้อมูลของเอกสารความยาว 50 หน้า ซึ่งเป็นเนื้อหาของมาตรการ และระเบียบการต่างๆ พร้อมกับอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาทุกประเภทแบบ “ไร้คนดู”ในสนาม โดยเริ่มดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป เท่ากับว่ามีโอกาสที่ฟุตบอล พรีเมียร์ลีกจะกลับมาแข่งขันเร็วๆ นี้

หลายคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิด อยากให้ฤดูกาลเตะกันให้จบให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่”หายะนะ”จากไวรัสโควิด-19 ก็เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ ที่นาๆประเทศยังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เริ่มเข้าใจในความยุ่งยากและสถานการณ์อันซับซ้อน ตัดสินใจลำบาก หลายคนเริ่มเบื่อหน่ายกับการรอคอย และเริ่มทำใจยอมรับ ถ้าฤดูกาลนี้จะจบลงตรงนี้ ไม่มีแข่งต่อ แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มตกตะกอน เราก็จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น เหตุเพราะ ไม่มีใครอยากเตะไม่จบแน่ๆ

แต่หลังมีการประชุมหารือกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ของทาง พรีเมียร์ลีก ทางการแพทย์ และ 20 ตัวแทนของแต่ละสโมสร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ได้บทสรุปว่า บรรดาเหล่านักเตะสามารถกลับมาลงซ้อมกันได้แล้ว ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาเป็นต้นไป แต่ต้องเป็นการซ้อมเฉพาะกลุ่มย่อยเท่านั้น และนักเตะทุกคนจะต้องตรวจหาเชื้อ โควิด-19 อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งด้วยกัน

และเชื่อได้เลยว่า บรรดาแฟนบอลตัวยงอย่าง “The kop”คงดีใจกระโดดโลดเต้นกันทั่วบ้าน ทั่วเมือง โดย “ริชาร์ด มาสเตอร์ส” ประธานบริหาร พรีเมียร์ลีก ออกมายืนยันว่า “พวกเขาสนับสนุนให้มีการจัดงานมอบโทรฟี่แชมป์ พรีเมียร์ลีก ให้กับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่นำโด่ง โกยแต้มทิ้งแชมป์เก่า “เรือใบสีฟ้า”แมนเชสเตอร์ซิตี แบบ “เล่นให้ตาย” ก็ไล่ไม่ทัน ถึง 25 แต้ม ขออีกเพียง 2 นัด 6 แต้มจาก 9 เกมที่เหลือเท่านั้น เพื่อการันตีตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีครั้งแรกในรอบ 30 ปี

“ถ้าทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ ก็เอาเลย คุณเองก็อยากให้มีการมอบแชมป์อยู่แล้ว เพราะคุณอยากให้บรรดานักเตะและทีมสต๊าฟฟ์ของพวกเขาได้มีโมเมนต์ดีๆ หลังจากที่ทุ่มเททำงานหนัก ถ้าสามารถทำได้จริง ก็จัดสิ เราจะพยายามทำให้ เว้นเสียแต่ว่า มันทำไม่ได้จริงๆ หากมีความกังวลด้านความปลอดภัย” มาสเตอร์ส กล่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา และนี้คือลมปากของประธานบริหาร พรีเมียร์ลีก ที่ออกมาการันตีการจัดแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด “เว็บไซต์ พรีเมียร์ลีก” ของอังกฤษ ได้ประกาศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. และวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าได้มีนักเตะ และสตาฟฟ์โค้ช รวม 748 คน เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 และในจำนวนนี้มี 6 คนที่มีผลทดสอบเป็นบวก หรือติดเชื้อ โดยนักเตะหรือสตาฟฟ์ที่มีผลตรวจเป็นบวก จะถูกกักตัวเองเป็นระยะเวลา 7 วัน แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ว่าผู้ติดเชื้อเป็นใครและมาจากสโมสรใดบ้าง เนื่องด้วยข้อกำหนดทางกฎหมายและการดำเนินการในขั้นต่อไป แต่จะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม ต่อสาธารณชนอีกครั้งหลังการทดสอบแต่ละรอบ

จะเห็นได้ว่า การเปิดเผยผลตรวจโควิด-19 ของพรีเมียร์ลีก มีขึ้นในขณะที่ทุกสโมสรสามารถกลับมาร่วมซ้อมแบบเป็นกลุ่มเป็นวันแรก หลังหยุดพัก เพื่อหนีการระบาดของไวรัสมรณะไปนานกว่า 2 เดือน

การกลับมาฟาดแข่งอีกครั้งของ “พรีเมียร์ลีก” นับเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่ง สำหรับรัฐบาลอังกฤษ และเมื่อดูองค์ประกอบกับความแข็งโป้กของรัฐบาลเยอรมนี ที่ไฟเขียวให้ “บุนเดสลีกา” ลงโม่แข้งกันไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งสเปนและอิตาลี ที่ “สู้ยิบตา” เราก็ได้เห็นว่า “โควิด-19” ที่ว่าแน่ๆ ก็ใช่จะกวาดล้างไปเสียทุกอย่าง