ในวิกฤติย่อมมีโอกาส เช่นเดียวกับสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หลายๆ ภาคส่วนเพียงตั้งรับ แต่อีกหลายองค์กรลุกขึ้นสู้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป บางรายนำความเชี่ยวชาญ และวัตถุดิบที่มีมาต่อยอดเพื่อดำเนินการต่อในยามที่ธุรกิจหลักไม่สามารถทำรายได้ ขณะที่บางรายนำความถนัดในเรื่องการตลาดมาแตกไลน์เป็นธุรกิจใหม่ได้ทันต่อเหตุการณ์ แต่ที่แน่ๆ ผู้ประกอบการต่างๆ จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงธุรกิจของตัวเอง หลังจากได้รับผลกระทบ 100% ว่า จะไม่สามารถทำธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป

เริ่มมองหาทางเลือกใหม่

โดย นายโชติช่วง ศูรางกูร รองกรรมการผู้จัดการบริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด ได้กล่าวถึง แผนงานในอนาคต ว่า อาจจะต้องเข้าไปดูในรายการของบัญชีเงินฝากในธนาคารใหม่ เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านมาธุรกิจที่มีทั้งหมดหลักๆ จะเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประมาณ 90% ทั้งๆ ที่ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นธุรกิจที่อ่อนไหวกับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด สงครามการค้า ต่างๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 กิจการที่ทางบริษัทฯ ดำเนินการในช่วงโควิด-19 คือ สื่อเดินทาง ซึ่งเป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าเดินป่า อุปกรณ์ยังชีพ และเต้นท์ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เนื่องจากพฤติกรรมการใช้สินค้าดังกล่าวได้เปลี่ยนไป เป็นการซื้อเพื่อไปกักตัว รวมไปถึงโรงงานแค้มปิ้ง อนเตอร์เนชั่นแนล สามารถผลิตหน้ากากขาย และสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในความต้องการของลูกค้าจึงทำให้ทั้งสองกิจการนี้ยังดำเนินการไปได้เป็นอย่างดี ขณะที่ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจทัวร์ต่างได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

ซึ่ง นายโชติช่วง กล่าวว่า จากตัวอย่างที่ประสบในช่วงโควิด-19 ทำให้ทางบริษัทฯ เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในช่วงที่มีโอกาส คงเป็นธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากนัก แต่ในเวลานี้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยวก็ยังมีร้านอาหารในจังหวัดสุโขทัยที่เปิดบริการมาประมาณหนึ่งปี เป็นการพัฒนาพื้นที่ดั้งดิมมาเป็นร้านอาหารบริหารจัดการเอง เพื่อเชื่อมโยงกับลูกค้าของทางโรงแรมในจังหวัดสุโขทัยที่มีอยู่ 2 แห่งด้วยกัน

พัฒนาธุรกิจลดความเสี่ยง

ขณะที่ นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากมีการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ภายใต้แบรนด์ KILL & KLEAN ที่เปิดบริการมาตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยการขยายพันธมิตรธุรกิจเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายช่องทางการบริการ ด้วยการดึง บริษัท คีนน์ จำกัด ผู้ให้บริการน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา จากนวัตกรรมไบโอเทคโนโลยี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยกับคน รวมถึงโรงพยาบาลเทพธารินทร์ผู้ให้บริการตรวจเชื้อโควิด-19 เคลื่อนที่ เข้ามาผนึกกำลังการบริการด้านสุขอนามัย ตามสถานที่ต่างๆ หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์สถานที่ต่างๆ

อีกทั้ง นายเกรียงไกร ยังกล่าวถึงแผนงานในอนาคตซึ่งเกี่ยวพันกับธุรกิจที่มีอยู่เดิม ว่า คงปรับสัดส่วนจากเดิมที่มีการจัดอีเว้นท์ประมาณ 50-60% มาทำเป็นรูปแบบNon Event ให้โตขึ้นมาประมาณ 50-60% เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งเรื่องนี้คงไม่สามารถทำได้ในทันที อาจจะต้องลองผิดลองถูก เพื่อวางรากฐาน และกระจายธุรกิจไปหลากหลายรูปแบบ โดยผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงธุรกิจต่างๆ ที่ได้ทำขึ้นมาหลังจากได้รับผลกระทบ 100% ว่า จะไม่สามารถทำธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป

เปลี่ยนวิธีการบริหารใหม่

ด้าน นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ กล่าวว่า ต้องหันมาทำบัญชีกระแสเงินสด (Cash Flow) ใหม่ ด้วยการทำให้มีระยะเวลาของการมีเงินหมุนเวียนภายในระบบมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเปลี่ยนวิธีการบริหารทรัพยากรบุคคลใหม่ ซึ่งระหว่างที่ประสบภาวะวิกฤตินั้นได้มีการแก้ปัญหาของการว่างงาน และสัดส่วนของจำนวนคน พร้อมๆ กับพัฒนาบุคลากร โดยนำมาอบรมในทุกๆ ด้านจากผู้เชี่ยวชาญของโรงแรมในแต่ละแผนก เพื่อเพิ่มความชำนาญเฉพาะด้านมากขึ้น ทั้งด้านภาษา การทำอาหาร เป็นต้น ขณะที่ ทิศทางการทำงานในอนาคตรองรับ New Normal นั้น ด้วยเกษมกิจกรุ๊ป มีธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ธุรกิจทำยา ขายยา และโรงงานทำยา รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายและทำการตลาดยาต่างประเทศ ดังนั้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 จึงมีรายได้ในส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง และยังสามารถนำมาต่อยอดให้กับธุรกิจโรงแรมได้อีกในอนาคต

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน