"มือป่วน" ที่ยิงเลเซอร์ "# ตามหาความจริง" ในหลายสถานที่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงการเมือง จนเกิดความสูญเสียกันมาแล้ว

ปฏิบัติการป่วนเมือง เขย่าคลื่นลมการเมืองให้กลับมาร้อนระอุ รับเดือนพ.ค. อันถือเป็นเดือนแห่งประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการส่งทีมไปฉายข้อความปริศนาด้วยลำแสงเลเซอร์ในหลายสถานที่เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย,วัดปทุมวนาราม, แยกราชประสงค์ รวมทั้งที่ กระทรวงกลาโหม โดยที่ในบางที่ยังมีการฉายภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

ทำท่าว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจะ "กวนน้ำให้ขุ่น" กวนใจ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในช่วงที่ผู้นำรัฐบาล กำลังทุ่มเทสรรพกำลัง ไปที่การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 เพราะนี่คือ "เดิมพัน" ที่แพงลิบลิ่วสำหรับรัฐบาล ซึ่งนายกฯเคยประกาศเอาไว้แล้วว่า "ประเทศไทย จะแพ้ไม่ได้!"

และผลจากความพยายาม ความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ทุกระดับทั่วประเทศที่เป็น "นักรบ" คนสำคัญ จนทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา "ผู้ติดเชื้อรายใหม่" เท่ากับ "ศูนย์" ซึ่งทำให้หลายคน โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ ดีใจเป็นอย่างมาก

หมายความว่า เวลานี้จึงไม่ใช่ สังเวียนของ "การเมือง" ที่จะแสดง หรือ "มีบทนำ" !

การสร้างความปั่นป่วนด้วยการส่งมือดี ไปยิงเลเซอร์ข้อความ "ตามหาความจริง" ตามสถานที่ต่างๆนั้น แม้ "คณะก้าวหน้า" ที่นำโดย "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" เป็นแกนนำ จะออกมายอมรับแล้วว่า คณะก้าวหน้าเป็นคนดำเนินการเองก็ตาม แต่สิ่งที่ ทั้ง บิ๊กตู่ และ "บิ๊กป้อม"พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะต้องเดินหน้าจากนี้ไปคือการโยนลูกให้ "ฝ่ายความมั่นคง" ไปจัดการด้วยข้อกฎหมาย ในทางใดทางหนึ่ง

นอกเหนือไปจากความวุ่นวายจากการเมือง ภายในจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล อย่างคณะก้าวหน้า แล้ว ยังต้องไม่ลืมว่า "ศึกใน" ของพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลเอง ที่เพิ่ง "สงบ"ลงไปนั้น ก็ถือเป็นแค่การ "เบรคเกม" กันชั่วคราวเท่านั้น

และยังมีรายงานข่าวในระหว่างนี้ กลุ่มก๊วนภายในพรรคที่เปิดหน้า "ซัดกันเอง" คือกลุ่มของ "สี่กุมาร" ภายใต้สังกัดของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกฯ ที่ "3 รัฐมนตรี" ทั้ง อุตตม สาวนายน รมว.คลัง , สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อยู่ในข่ายที่ กลุ่มเสือ สิงห์ การเมือง ตัวจริงในสนาม เตรียมที่จะ "ยึดเก้าอี้" ทั้งรัฐมนตรีในครม. ไปจนถึงเก้าอี้สำคัญในพรรคพลังประชารัฐ

หมายความว่า แม้จะมีประกาศิตจากพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ให้ทุกคน ทุกก๊วนอยู่ในความสงบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับไม่มีใคร ที่จะยอมหยุดเคลื่อนไหว ตระเตรียมขุมพลังเพื่อเอาไว้ "ประลองกำลัง" กัน เมื่อหลังโควิด จบลง

แต่นั่นเป็นเรื่องของ "อนาคต" ที่ยังมาไม่ถึง และที่สำคัญไปกว่านั้นหากในช่วงนี้ รัฐมนตรีที่อยู่ใน "กลุ่มเสี่ยง" สามารถพลิกเกมกลับมาทำแต้มต่อ ในระหว่างที่มีบทบาทหลักๆในการแก้ปัญหาและฟื้นฟู เยียวยา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิดจนกลายเป็น "คะแนนนิยม" ที่แปรเปลี่ยนไปเป็น "เกราะกำบัง" ให้กับตัวเองได้ ความสุ่มเสี่ยง และแรงเขย่าก็อาจจะลดลง ไปโดยปริยาย !

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน