"แบงก์ชาติ"เปิดผลสำรวจระบุโควิด-19 ป่วนหนัก กระทบธุรกิจไทยวงกว้าง-แห่เลิกจ้าง-ขอเลื่อนจ่ายหนี้ "พณ."ระบุสินค้าทั่วประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการ ไม่ขาดตลาด หลังชาวบ้านเลิกกักตุน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นทรงตัว เผยผ่อนคลายล็อกดาวน์บางส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.63 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และกลุ่ม SMEs ระหว่างวันที่ 10-24 เม.ย.63 จำนวน 299 ราย พบว่า ไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบทางลบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้างผ่านช่องทางการขนส่งเป็นสำคัญ นอกจากนี้ไวรัส COVID-19 ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน โดยธุรกิจใช้นโยบายให้สลับกันมาทำงานและลดชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในภาคที่มิใช่การผลิต

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่มองว่า มาตรการช่วยเหลือที่เร่งด่วนที่สุดคือ การเลื่อนชำระหนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องของธุรกิจให้ดำเนินไปได้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในปีหน้า

วันเดียวกัน น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 22-28 เม.ย.63 จากการสำรวจในพื้นที่และสอบถามจากผู้ประกอบการพบว่าการซื้อขายมีทิศทางดีขึ้น ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ และราคายังเคลื่อนไหวในทิศทางที่ปกติเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยอาหารสดส่วนใหญ่ปรับราคาเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่แปรปรวน และปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด

ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ราคาทรงตัวและบางรายการเคลื่อนไหวตามการจัดโปรโมชั่น สินค้าอนามัย เช่น เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ มีจำหน่ายเพียงพอต่อความต้องการ ส่วนหน้ากากอนามัย ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่หันไปใช้หน้ากากผ้าทดแทน ขณะที่ภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอ และมีอัตรากำลังการผลิตเหลืออยู่ แต่ความต้องการซื้อชะลอตัวและยังคงมีปัญหา อุปสรรคด้านสภาพคล่อง ต้นทุน การขนส่ง และแรงงาน ภาคการผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างมีการปรับลดอัตรากำลังการผลิตตามคำสั่งซื้อและการก่อสร้างที่ชะลอตัว สำหรับภาคการส่งออก ส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง และทรงตัว ยกเว้นสินค้าในกลุ่มผลไม้สด และปลาแปรรูปมีแนวโน้มสูงขึ้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาและการผลิตยังไม่น่าเป็นห่วง ส่วนการบริโภคของประชาชน ไม่พบว่ามีการตื่นตกใจซื้อของไปเก็บจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้มาตรการห้ามส่งออกไข่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.63 ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มลดลงจากมาตรการปิดประเทศของประเทศคู่ค้า และปัญหาการขนส่งเป็นสำคัญ ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานกับรัฐบาลจีน เพื่อให้เปิดด่านขนส่งสินค้าอีก 2 ด่านคือ ด่านรถไฟผิงเสียง และด่านตงซิง ซึ่งสินค้าไทยโดยเฉพาะผลไม้จะสามารถส่งผ่านด่านดังกล่าวไปทางเวียดนามได้เพิ่มเติม รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกลุ่มต่างๆค้าขายผ่านทางออนไลน์ได้มากขึ้นต่อไป

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการให้รัฐช่วยด้านสภาพคล่อง การชดเชยรายได้ การลดต้นทุน เช่น ลดค่าไฟฟ้า และให้หาทางขยายการส่งออกทางช่องทางอื่นๆเช่น ทางอากาศ เป็นต้น ซึ่งหลายอย่างภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้ว แต่อาจจะมีมาตรการอื่นๆออกมาเสริมได้ และขณะนี้ได้เริ่มมีการผ่อนคลายการล็อกดาวน์บางส่วน ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้นได้ในเวลาต่อไป