ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

เสียงเรียกร้องให้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งเปิดกิจการในบางจังหวัดหลังจากการติดเชื้อโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่อง คนที่ติดเชื้อรักษาอยู่ในโรงพยาบาลต่างหายกันดี กลับบ้านได้แล้วเป็นจำนวนมาก เป็นศักยภาพของแพทย์ไทยโดยแท้

แม้ว่าจะยังคงมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินคงอยู่ หรือเลิกไปก็ตาม แต่การบริหารงานด้านสาธารณสุขที่ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติ คงต้องจดจำกันไว้เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศ หลังจากนี้ไปแล้วพอจะมองออกว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนคนไทย คงต้องเปลี่ยนไปจากเดิมมากๆ รวมถึงความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ที่ผลิตกันเองแบบไทยๆ ถือเป็นนวัตกรรมที่คนไทยมีอยู่ โดยมิต้องใช้เทคโนโลยีใหม่อะไรเลย เป็นการช่วยชาติได้มาก ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้หลายรูปแบบ เช่น

1.สังคมไทยจะเป็นสังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือกันมากขึ้น จากการร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ มีความเอื้ออาทรกันมากขึ้น

2.พฤติกรรมของคนไทยจะอยู่ติดบ้านมากขึ้น ทำงานโดยใช้ online มากกว่าเดิม

3.การเรียนการสอนรูปแบบ online จะพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมือช่วยสอนที่มีประสิทธิภาพทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษาที่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพิ่มเติม

4.การพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์จะได้รับความนิยมจากประชาชนและภาคเอกชนมากกว่าเดิม อย่างน้อยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นจะทำให้สถานพยาบาลมีเครื่องมือที่มีความพร้อมมากขึ้น

5.กิจการอาหาร online และสินค้า online จะเพิ่มมากกว่าเดิม ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค

6.โรงงานอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้คนแบบเข้มข้น มาเป็นการใช้หุ่นยนต์แทนเพิ่มขึ้น

7.นิสัยของคนไทยจะเปลี่ยนไปเป็นรักษาสุขภาพเพื่อการป้องกันมากขึ้น รวมถึงมีความประหยัดแบบพอเพียงเพิ่มขึ้น

8.ประชาชนจะเริ่มคิดได้ว่าการรักษาประเทศชาติไว้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหนืออื่นใด มีความรักชาติบ้านเมืองกันมากขึ้น

9.ประชาชนจะนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.10 และพระราชินี ที่มีพระเมตตาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนนับเอนกอนันต์ ยังเป็นบารมีที่ประชาชนพึ่งพาได้

10.การบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ ให้ประชาชนทุกกลุ่มมีอำนาจแทนการเมือง โดยเฉพาะการให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด เป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นต่างๆจนประสบผลสำเร็จ แม้ว่าจังหวัดใดจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก ถือเป็นการประเมินผลในศักยภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อมาแต่ต้นและรักษาหายแล้วไม่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการรกระจายอำนาจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมาย น่าจะพัฒนาไปสู่การกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นเขาจัดการกันเอง เพราะแต่ละท้องถิ่นมีความต้องการและมีปัญหาต่างกัน ดีกว่าทุกอย่างมาอยู่ที่ศูนย์อำนาจของกรมการปกครองในปัจจุบันที่แก้ปัญหาได้ไม่ทันการ

ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะถือโอกาสปฏิรูปในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่นพึงกระจายออกไปให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในบางจังหวัดที่มีความพร้อมก่อนได้ประชาธิปไตยอีกทาง ซึ่งคงต้องมีปัจจัยหลายๆประการมาสนับสนุนในระบบการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน