นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 สำหรับประเทศไทยส่งผลกระทบกับธุรกิจอีเว้นท์โดยรวม 100 % แต่จากประสบการณ์การทำงานในฐานะบริษัทออแกไนเซอร์ รับจัดงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาเป็น 10 ปี จึงได้ขยายตัวไปยังธุรกิจอื่นๆ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุวิกฤติครั้งนี้จึงได้รับผลกระทบประมาณ 60% เท่านั้น ซึ่งในวิกฤตินี้น่าจะกระทบภาคอุตสาหกรรมการจัดงานโดยรวมไปจนถึงเดือนตุลาคม และน่าจะดีขึ้นช่วงต้นปี 2564 ดังนั้นธุรกิจอีเวนต์จะไปต่อได้จึงต้องเร่งปรับตัว 2 เรื่องหลัก คือ 1. ปรับตัวเป็นไฮบริดอีเวนท์ หรือออนไลน์ผสมอีเวนท์ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เริ่มเกิดมากขึ้น คือ ผู้คนสามารถเข้ามาชมแบบไลฟ์สดได้ โดยเฉพาะอีเวนต์ที่เน้นเรื่องคอนเทนต์เป็นหลัก เช่น งานสัมมนาต่างๆ ที่สามารถเอาคนมาฟังพร้อมๆ กัน มีการสื่อสารระหว่างกันได้ หรือในรูปแบบของ Virtual Event เพื่อเป็นส่วนขยายของงานที่ถูกจัดขึ้นบนโลกจริงบนโลกออนไลน์ ซึ่งต้องดึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยมาช่วย ส่วนข้อ 2. หากมีการปลดล็อกเมืองในระยะแรก ธุรกิจอีเวนท์ต้องมีระบบและมาตรการเกี่ยวกับการคัดกรองอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่เข้ามาชมงาน มีการฆ่าเชื้อ และทำความสะอาดบ่อยครั้งขึ้น และต้องกำหนดจำนวนคนที่เข้ามาในพื้นที่จัดงาน สำหรับมูลค่ารวมของตลาดอีเวนตท์ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท แต่มีการคาดว่าจะติดลบไม่ต่ำกว่า 80% และแม้ประเทศจะปลดล็อก สถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่การจัดอีเวนท์ น่าจะเป็นธุรกิจหนึ่งที่ฟื้นตัวได้ยาก โดยผลประกอบการเมื่อปลายปี 2562 ของ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) อยู่ที่ 1,800 ล้านบาท โตกว่า ปี 2561 ถึง 13% อีกทั้งช่วงโควิด-19 ทาง อินเด็กซ์ฯ ได้แตกไลน์ธุรกิจสร้างแฟรนไชส์ ภายใต้ชื่อแบรนด์ KILL & KLEAN เปิดให้บริการพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อแบบ Premium และ Nationwide Service กำลังขยายสาขาไปทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังใช้ความสัมพันธ์ในการทำธุรกิจอีเวนต์ประสานความร่วมมือขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น