หลายวันมานี้ เราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐี หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงกาณณ์ว่าจะส่งจดหมายเปิดผนึกไปถึงบรรดาเศรษฐีเมืองไทย 20 อันดับเพื่อให้มาช่วยเหลือประเทศชาติอย่างไรบ้าง ซึ่งถูกตีความว่าจะเรียกเศรษฐีมาลงขัน ไถสตางค์ จนเป็นที่มาของข้อความหมิ่นหยามในโลกโซเชียลว่า “รัฐบาลขอทาน”

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาชี้แจงถึงเจตนาของจดหมายงว่า ไม่ใช่เป็นการขอการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อรับทราบถึงการดำเนินการช่วยเหลือบุคลากรในแต่ละองค์กรว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะช่วยเสริมในมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ออกไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ได้จะกู้เงินหรือยืมเงินของเขา รัฐบาลมีเงินอยู่แล้ว

“ไม่ใช่การแข่งขัน บังคับหรือแลกเปลี่ยนใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องการตรงนั้น แต่ต้องการระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งนอกจาก 20 ท่านนี้แล้ว ยินดีรับฟังทุกภาคส่วน แต่คงไม่ได้ไปพบทั้ง 20 ท่านด้วยตนเอง เห็นมีรายชื่อประกาศมาแล้ว ในเอกสารเปิดผนึก มีรายละเอียดไว้ชัดเจนว่าไม่ขอรับเงินบริจาคใด ๆ ทั้งสิ้น ขออย่าไปบิดเบือนก็แล้วกัน”

การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า รัฐบาลมีเงินแล้วนั้น เป็นเรื่องจริง เนื่องจากกฎหมายสำคัญทางการเงิน 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย

ฉบับแรก คือพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงินรวมไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท

โดยเนื้อหาที่สำคัญคือการให้กู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องดำเนินการก่อนวันที่ 30 ก.ย.2564 โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ด้าน คือ 1.เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 2.ช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 และ 3.เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบ

ฉบับที่สอง พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 เนื้อหาหลักคือมาตรการที่ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยเสนอช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี

และอีกฉบับคือพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 โดยกำหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้

การที่รัฐบาลมีเงินมาแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19นั้น มีทั้งความรู้โล่งใจ และหนักใจในคราวเดียวกัน

โล่งใจที่รัฐบาลได้มีเงินมาจ่ายเงินเยียวยาประชาชนทุกภาคส่วนต่างๆที่ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ

หนักใจที่ผลของการกู้เงินนี้ ประชาชนเราๆท่านๆและลูกหลานของเรานั้นจะต้องเป็นผู้ใช้หนี้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด ห้ามจ่ายนอกรายการ และไม่ปล่อยให้เกิดการรั่วไหล โดยต้องรู้เท่าทันกลไกต่างๆ ด้วยการวางระบบในการตรวจสอบที่เข้มแข็ง