คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาผู้นำและประชากรทั่วโลกต้องเผชิญกับศึกไวรัสโควิด-19 ศัตรูที่มองไม่เห็นตัว ซึ่งกำลังแพร่ระบาดแบบไม่เคยคาดฝันมาก่อน โดยโรคร้ายนี้ได้ทำลายโครงสร้างระบบสังคมของทุกๆประเทศบนโลกใบนี้จนแทบล่มสลาย

สำหรับสหรัฐฯก็แทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่าตั้งแต่พบผู้เสียชีวิตรายแรกจากโรคร้ายไปเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2020 ที่รัฐวอชิงตัน จน ณ วันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมานี้ โรคโควิด-19 ได้คร่าชีวิตอเมริกันชนในทุกๆรัฐไปแล้วหลายหมื่นราย!!!

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายนนี้ยอดของผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 44,598 ราย โดยบางรัฐมีจำนวนลดน้อยลง แต่บางรัฐยังคงมียอดสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สหรัฐฯได้บริหารจัดการกับโรคโควิด-19 โดยแบ่งออกเป็นสองค่ายส่วนด้วยกัน ซึ่งขณะนี้จะเห็นได้ว่าเกิดแตกคอความคิดเห็นต่างมุมกัน โดยฝ่ายหนึ่งต้องการจะให้เปิดธุรกิจ ซึ่งมองๆไปแล้วช่างมีเป้าหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในเชิง

แต่อีกฝ่ายต้องการที่จะให้คนอเมริกันกักตัวอยู่ในบ้านต่อไป รอจนกว่าจะมีหลักประกันว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 จะไม่กลับมาแพร่ในรอบสอง

ซึ่งฝ่ายแรกนำโดย “แดน แพทริค” รองผู้ว่าฯรัฐเทกซัสที่วางตัวเป็นแกนนำต้องการจะให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป โดยอ้างว่า “ประชาชนต้องเสียสละ เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้” โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ส่วนอีกฝ่ายมี “ผู้ว่าฯแอนดรูว์ คัวโม” แห่งรัฐนิวยอร์กเป็นแกนนำ โดยออกมากล่าวตอบโต้ว่า “ชีวิตของมนุษย์ประเมินค่ามิได้” และขณะนี้เขาได้กลายเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้านต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้เขายังได้รับการสนับสนุนเห็นด้วยจากผู้ว่าฯหลายๆรัฐ เพื่อต้องการที่จะคัดกรองและวินิจฉัยโรคให้แก่กลุ่มสุ่มเสี่ยง อีกทั้งเขายังได้กล่าวโจมตีภาครัฐด้วยว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลกลางไม่ยอมส่งอุปกรณ์ให้เพียงพอ

เพียงโจทย์นี้แค่อย่างเดียวก็ยังมีความเห็นต่างเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน โดยอีกฝ่ายเห็นแก่ทางโลกแต่อีกฝ่ายเห็นแก่มนุษยธรรม!!!
อย่างไรก็ตามฝ่ายที่ต้องการชะลอการเปิดธุรกิจไปอีกระยะหนึ่งกล่าวว่า “ต้องการเช็กว่ามียอดของผู้ติดเชื้อให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” โดยมีผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสาธารณสุขร่วมเข้ามาเป็นกองหนุน เพราะฝ่ายนี้เชื่อว่า “ตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่รายงานออกมานั้นน้อยกว่าความเป็นจริง และหากฝืนเปิดธุรกิจเร็วเกินไปจะวางแผนจัดการอย่างไรหากว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 หวนกลับมาแพร่ระบาดอีกในคำรบที่สอง”

แถมวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ผู้ว่าฯรัฐจอร์เจียได้ออกมาประกาศที่จะเปิดธุรกิจอย่างกระทันหัน โดยมิได้แจ้งให้นายกเทศมนตรีของเมืองต่างๆได้รับทราบ มีผลทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจาณ์อย่างหนักจากบรรดากลุ่มนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณะสุข โดยทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้ชาวจอร์เจียอย่าไปสนใจฟังคำสั่งของผู้ว่าฯ และยังเป็นที่น่าสังเกตอีกว่าผู้ว่าฯคนนี้สังกัดอยู่ในค่ายพรรครีพับลิกัน แต่นายกเทศมนตรีของเมืองต่างๆที่ออกมาประท้วงนั้นต่างก็สังกัดอยู่ในค่ายพรรคเดโมแครต!!!

ทั้งนี้ในกรณีของรัฐนิวเจอร์ซีย์ สำนักโพลของ Monmouth University วันอังคารนี้ได้เปิดเผยว่า คะแนนนิยมของผู้ว่าฯนิวเจอร์ซีย์ได้รับสูงขึ้นถึง 71% เนื่องจากรัฐนี้ใช้มาตรการเข้มงวดให้ประชาชนกักตัวอยู่แต่ในบ้าน

ส่วนสำนักหยั่งเสียงรอยเตอร์สได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่าคนอเมริกันพึงพอใจในการบริหารจัดการของประธานาธิบดีทรัมป์กับโรคโควิด-19 อยู่ที่ 42% จากที่เคยได้รับ 48% ในช่วงหนึ่งสัปดาห์

ส่วนคะแนนนิยมของผู้ว่าฯแอนดรูว์ คัวโม ที่ได้รับจากชาวนิวยอร์กถึง 87% สืบเนื่องมาจากเขายึดมาตรการเข้มข้นในการบริหารจัดการกับเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่กลับปรากฏว่าเขาได้กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากมีความคิดต่างไปแล้วโดยปริยาย

เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีทรัมป์หวังจะให้ธุรกิจเปิดทำการในวันที่ 1 พฤษภาคมที่กำลังใกล้จะถึงนี้ แต่กลับปรากฏว่าถูกต่อต้านอย่างหนักจากบรรดาผู้ว่าฯทั่วประเทศ จนท้ายที่สุดจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถที่จะทำอะไรก็ได้” แต่ขณะนี้กลับต้องฝืนใจกลืนน้ำลายตัวเองกลับลงคอ เพราะไม่สามารถจะเอาชนะต่อกลุ่มพลังของผู้ว่าฯที่กอปรไปด้วยนักการเมืองของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันได้!!!

ท้ายที่สุดประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาแถลงว่า “ขอให้ผู้ว่าฯตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน” เท่ากับว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับพลังผู้ว่าฯ และยังไม่ต้องการถูกตำหนิหากว่าเกิดโรคระบาดเพิ่มสูงขึ้น เท่ากับเป็นการเซฟปกป้องตนเอง

อย่างไรก็ตามนโยบายให้ประชาชนกักตัวอยู่แต่ในบ้าน สวมใส่หน้ากาก และส่งเสริมใช้นโยบายเว้นระยะห่างกัน (social distancing) ซึ่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับ โดยจำนวนของผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯลดลงสัปดาห์ละ 4.7% จากที่เคยอยู่ที่ 7.5%

และเห็นได้อย่างเด่นชัดเลยว่าเชื้อไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดอยู่นี้มีผลทำให้สหรัฐฯได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีจำนวนของคนว่างงานเพิ่มขึ้นมากถึง 22 ล้านคน จนมีผู้ที่อดทนไม่ไหวออกมาประท้วง ซึ่งการประท้วงในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผย!!!

ทั้งนี้ในแต่ละวันประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าว ณ ทำเนียบขาวอยู้เป็นประจำ โดยนายกเทศมนตรีของมหานครนิวยอร์กได้ออกมากล่าวตำหนิการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “ทำตัวเป็นผู้รู้ในทุกๆเรื่อง”

อนึ่งเนื่องจากวิกฤตไวรัสโควิด19 ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมอเมริกันอย่างรุนแรง จนรัฐบาลสหรัฐฯต้องทุ่มงบจำนวนมหาศาลในการเข้าช่วยเหลือเยียวยาเป็นจำนวนเงินกว่า 2.2 ล้านล้านเหรียญ โดยสภาคองเกรสผ่านร่างไปแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา แต่กลับปรากฏว่ายาตัวนี้ไม่แรงพอที่จะช่วยประคับประคองโรคทรัพย์จางของอเมริกันชนได้จึงเป็นผลให้วุฒิสภาผ่านงบอีกงวดหนึ่งเป็นจำนวนเงิน 484 พันล้านเหรียญ เพื่อเข้าไปโอบอุ้มธุรกิจขนาดย่อมและโรงพยาบาล

และเมื่อวันอังคารที่เพิ่งผ่านมานี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาประกาศยุติการออกกรีนการ์ดให้กับคนต่างชาติเป็นเวลาหกสิบวัน เพื่อมิให้ชาวต่างชาติทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ

แต่จากการศึกษาและค้นคว้าของหลายๆหน่วยงานออกมาเปิดเผยว่า “ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากคนต่างชาติ มีมากกว่าผลเสีย”

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นระเบียบและระบบในการบริหารกำจัดเชื้อไวรัสโควิด 19 ของสหรัฐฯได้กลายเป็นเรื่องที่มีการเมืองเข้าไปแอบแฝงปะปน โดยมีทั้งฝ่ายที่หวังผลประโยชน์แอบแฝงเข้าหาตัว และฝ่ายที่มีมนุษยธรรมเห็นแก่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ส่วนฝ่ายไหนจะถูกหรือฝ่ายไหนจะผิด ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึกและดุลพินิจของแต่ละบุคคลละครับ