ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

ห้วยขวางเมื่อ 50 ปีก่อนไม่ต่างอะไรกับฉากนวนิยายของไม้ เมืองเดิม

ในนวนิยายหลายๆ เรื่องของไม้ เมืองเดิม ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงปี 2478 ถึง 2485 ใช้ฉากชานเมืองกรุงเทพฯ ตั้งแต่ทุ่งบางกะปิไปจนถึงทุ่งมีนบุรี ว่ายังบริสุทธิ์สวยงาม เป็นบ้านนอกอย่างสมบูรณ์ อย่างเช่นในเรื่องแผลเก่าอันโด่งดังก็บอกว่า บ้านของไอ้ขวัญและอีเรียมนั้นอยู่ที่ปลายคลองแสนแสบ มีบึงน้ำและทุ่งนากว้างไกล ไอ้ขวัญและอีเรียมเอาควายลงเล่นน้ำและวักน้ำสาดใส่กัน ชีวิตเสรีนี้มีความสุขยิ่งนัก

ทุ่งห้วยขวางอยู่ติดกับทุ่งบางกะปิ ใน พ.ศ. 2511 – 2514 ที่ผมวิ่งเล่นไปตามทุ่งนาย่านนี้ ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าจะมีความเจริญแบบ “ผิดหูผิดตา” นอกจากมีถนนพระรามเก้าตัดเชื่อมถนนราชวิถีที่สามเหลี่ยมดินแดง ขนานไปกับถนนเพชรบุรี ตรงไปยังเอกมัย ซึ่งก็เป็นถนนร้างที่ยังไม่มีผู้คนไปปลูกสร้างอะไรให้เห็น จนอีก 4-5 ปีต่อจากนั้นที่มีการตัดถนนรัชดาภิเษกช่วงอโศกไปเชื่อมสะพานพระราม 7 ทุ่งห้วยขวางก็กลายเป็นทุ่งร้านอาหารชานเมือง โดยมีสวนอาหารใหญ่ๆ มาเช่าที่ริมถนนที่ตัดใหม่ๆ นี้ขึ้นจำนวนมาก ก่อนที่ต่อมาจะเป็นย่านการค้าและย่านท่องเที่ยวในไม่ถึง 10 ปีต่อมา

แนวถนนรัชดาภิเษกบริเวณที่เป็นศูนย์วัฒนธรรมในทุกวันนี้ เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นชุมชนมุสลิมเล็กๆ มีบ้าน “คนแขก” กระจายกันอยู่ห่างๆ สัก 7-8 หลัง มีอาชีพเลี้ยงวัวและทอดถั่วแผ่นขาย ถัดมาด้านทิศตะวันตกตรงที่เป็นสำนักงานเขตห้วยขวางในทุกวันนี้ แต่ก่อนเป็นชุมชนชาวจีนตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ กัน มีอยู่ประมาณ 4-5 ครอบครัว “เจ๊ก” หรือคนจีนกลุ่มนี้เลี้ยงเป็ดและเก็บผักในบึงน้ำแถวนั้นไปขายที่ตลาด เช่น ผักบุ้งและผักกระเฉด ทิวทัศน์โดยทั่วไปเป็นท้องทุ่งและบ่อบึงเวิ้งว้าง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีแต่สุมทุมพุ่มไม้เล็กๆ เป็นหย่อมๆ มองเห็นแนวคันนาเก่าๆ แปลงนาใหญ่ๆ แต่ไม่มีใครปลูกข้าวเลย คงเป็นที่ดินที่มี “คหบดี” หรือ “เจ้าใหญ่นายโต” มากวาดซื้อครอบครองไว้ เพราะรู้ว่าจะมีถนนและความเจริญเข้ามาเร็วๆ นี้นั่นเอง

ขาวกับผมชอบมาเล่นที่ท้องทุ่งและบึงน้ำแถบนี้เป็นประจำในวันหยุด แรกๆ ก็มาตกปลา บางวันเห็นคนจีนมาวางตาข่าย ขาวก็แอบไปปลดเอามา ได้มาทีละ 3-4 ตัว ปลาพวกนี้ขาวเอามาทุบหัว ขอดเกล็ด ผ่าท้อง แล้วทาเกลือปิ้งกินง่ายๆ บางวันผมมีเงินติดกระเป๋าบาทสองบาท ก็จะไปขอซื้อถั่วที่บ้านคนแขก แผ่นละสลึง 1 บาทได้ 5 แผ่น แต่พอมาถึงบ้านเปิดถุงกระดาษดู กลับได้เพิ่มมาอีกหลายแผ่น ถามขาวก็ได้คำตอบว่าหยิบเพิ่มเอามาตอนแขกเผลอ ซึ่งผมเองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นอะไรเลย บางวันเราเล่นอยู่แถวนั้นจนเย็น คนจีนไล่เป็ดที่ปล่อย “เลี้ยงทุ่ง” มาตั้งแต่เช้ากลับเข้าเล้า เป็ดบางตัวหลงฝูงผ่านมาใกล้ๆ ที่เราเล่นน้ำอยู่ ขาวดำน้ำไปใกล้ๆ แล้วคว้าเป็ดมาได้ แล้วหักคอยัดใส่เสื้อหอบกลับบ้านเหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่ผมกลับตกใจจนมือไม้อ่อน กลัวเจ้าของเขาเอาตำรวจมาจับ พอถึงบ้านขาวให้ผมช่วยต้มน้ำ แล้วเอาเป็ดเคราะห์ร้ายตัวนั้นหย่อนลงลวกสักพัก ก่อนที่จะเอามาแช่น้ำเย็นในทันที ขาวบอกว่าจะทำให้ถอนขนง่ายขึ้น ขาวถอนขนอยู่พักใหญ่อย่างใจเย็น ผ่าท้องควักเอาเครื่องใน ตัดเอาส่วนหัวและขา โยนให้หมาแถวๆ นั้นกิน แล้วสับเป็ดเป็นชิ้นใหญ่ๆ หย่อนเรียงลงในหม้อใบใหญ่ที่มีน้ำเดือดปุดๆ โรยเกลือลงไปสักช้อนพูนๆ คลุกเคล้ากับรากผักชีที่โขลกกับกระเทียมและเมล็ดพริกไทยดำหยาบๆ ประมาณสักครึ่งกำมือ ก่อนที่จะเทซีอิ๊วดำลงไปอีกพอประมาณ ขาวบอกว่านี่แหละคือ “เป็ดพะโล้ต้นตำรับ” จากนั้นก็เอาถ่านออกจากเตาสักครึ่งหนึ่ง (สมัยนั้นบ้านส่วนใหญ่ยังใช้เตาถ่าน ที่เรียกว่าเตาอั้งโล่) ราไฟให้เบาลง ต้มเป็ดต่อไปสักครึ่งชั่วโมง แล้วขาวก็ตักแบ่งมากินกับข้าวต้มบางส่วน ส่วนตัวผมไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่ รู้แต่ว่ากลัวคนจะมาเห็น โดยเฉพาะปู่และป้าของขาว แต่ขาวบอกว่าปู่กับป้าไม่สนใจหรอก ขาวจะมีอะไรกินหรือไม่มีอะไรกินก็ไม่เคยถาม วางสตังค์ให้วันละ 2-3 บาท แล้วก็ไม่เคยถามทุกข์สุขอะไรเลย พะโล้เป็ดนี่กลิ่นคลุ้งเต็มบ้านก็คงไม่มีใครถามถึงเช่นเคย

ขาวเป็นคนหาของกินเก่ง แต่มักเป็นวิธีที่ทำให้ผมแทบจะเป็นลมอยู่บ่อยๆ ตอนค่ำบางวัน ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ จับกลุ่มกันเล่นตั้งเต ตี่จับ และโปลิศจับขโมย ในซอยหน้าบ้าน ขาวจะชวนผมไป “เที่ยวตลาด” ซึ่งเป็นย่านชุมชนแห่งเดียวของชาวอาคารสงเคราะห์ห้วยขวาง ทว่าจะคึกคักแต่ในช่วงเช้าๆ ถึงบ่ายแก่ๆ ที่มีผู้คนไปจับจ่ายซื้อข้าว ปลา ผัก เนื้อ และขนม พอพลบค่ำก็ปิดเงียบ (สมัยนั้นยังไม่มีร้านค้าแบบรถเข็น หรือแฟรนไชส์ของกิน อย่างชายสี่บะหมี่เกี้ยว มาเปิดเป็นตลาดยามกลางคืน) ขาวจะพาผมเดินเลาะแผงขายผักขายผลไม้ ที่คนขายเขาคลุมผ้าใบหรือผ้าพลาสติกไว้เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละหลายเข่ง ท่ามกลางความมืดตรงมุมที่ขาวกำลัง “หาของ” นั้น ขาวจะใช้มือเล็กๆ ของเด็กอายุ 10 ขวบต้นๆ ล้วงเข้าไปในผ้าและฝาเข่ง หยิบเอาผลไม้และผักต่างๆ ตามที่ต้องการออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วยัดเข้าไปในเสื้อและกางเกงที่ขาวใส่ซ้อนกันมา ก่อนที่จะพากันกลับบ้านแล้วเอาของนั้นไปเก็บที่ในครัว ขาวพยายามยัดเยียดให้ผมเอาไปกินบ้าง แต่ผมไม่เอาเพราะคนที่บ้านก็จะต้องถามว่าผมไปเอามันมาได้ยังไง ซึ่งต่างกันกับที่บ้านของขาว ที่ไม่มีใครพูดคุยไถ่ถามอะไรกันเลย

ผมเคยถามขาวว่า ที่ถูกปู่และป้าเฆี่ยนตี ก็เพราะชอบไปขโมยข้าวของต่างๆ อย่างนี้ใช่ไหม ขาวตอบว่า “ไม่เลย” ส่วนใหญ่ปู่และป้าจะเฆี่ยนตีขาวเพื่อ “ระบายอารมณ์” มากกว่า ปู่นั้นเวลาที่มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะที่มีคนมาโจมตีด่าว่าข้าราชการ ทหารตำรวจ ปู่ก็จะเป็นเดือดตลอดเวลา พอขาวเดินผ่านไปใกล้ๆ ก็จะหาเรื่องด่าคนโน้นคนนี้ ซึ่งขาวไม่เข้าใจ พอปู่ถามว่าทำไมจึงทำหน้าไม่รู้เรื่อง ขาวตอบไม่ได้ ปู่ก็จะโมโหและเฆี่ยนตีขาวทุกครั้ง ส่วนป้ายิ่งแล้วไปใหญ่ ดูเหมือนจะไม่พอใจสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา บางทีแค่ดูทีวีหรือฟังละครวิทยุ พอไม่สบอารมณ์ก็จะหาเรื่องด่าว่าคนโน้นคนนี้ แล้วขาวก็จะเป็นที่ระบายอารมณ์ทุกครั้ง เพียงแต่ไปหัวเราะหรือทำไม่สนใจในความเดือดร้อนของเธอ

ชีวิตของขาวเหมือนเส้นกราฟ แต่เป็นเส้นกราฟที่ดิ่งต่ำลงเรื่อยๆ

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน