แสงไทย เค้าภูไทย

จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ล้วนโดนคลื่นโควิด-19 ระลอกที่ 2 กันถ้วนหน้า เหตุจากยังมีพวกติดเชื้อตกค้างหลังเปิดเมืองอยู่ ส่วนสหรัฐฯไม่หวั่น เชื่อจะมีถึง คลื่นลูกที่ 4 เพราะแรงกดดันจากประชาคมให้รีบเปิดเมือง

สำหรับไทย เริ่มเปิดเมืองพัทยาหยั่งเชิง แม้บางพื้นที่สมควรยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์และหยุดอยู่บ้านได้แล้วก็ตาม

เพราะมีตัวอย่างการกลับมาของ “2nd Wave” จากการนำเข้าของคนจีนจากต่างประเทศและชาวต่างชาติ รวมถึงคนจีนที่ติดเชื้อแต่ไม่ปรากฏอาการ กลายเป็นพาหะแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

การที่อเมริกาเปิดเมืองหลายแห่งแล้ว เช่น หาดไมอามี เป็นต้น ทำให้เกิดความกังวลแบบหวาดเสียวว่า จะทำให้การระบาดรุนแรงขึ้นอีกระลอก เป็น “2nd Wave”

ทั้งๆที่ 1 st Wave ยังโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้ง ตายกันเป็นเบือ

แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับยังสนับสนุนซ้ำยุชาวอเมริกันให้เรียกร้องการเปิดเมือง ยอมเสี่ยงคนตายแลกกับการฟื้นคืนชีพของเศรษฐกิจอเมริกา

กลายเป็นการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ ที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์คะแนนหยั่งเสียงยังเป็นรอง

แต่การออกโรงหนุน Reopen เมืองคราวนี้ ส่งผลให้คะแนนของทรัมป์ตีตื้นขึ้นมาพรวดพราด

ผู้ชำนาญด้านระบาดวิทยา จึงลงความเห็นว่า การรีบเปิดเมืองครั้งนี้ จะทำให้สหรัฐฯเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นไวรัส SARS-CoV-2 ระลอกที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แน่นอน

การกลับมาระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 นั้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มผู้ป่วย

กลุ่มที่ 1 คนที่หายป่วยแล้ว กลับมาเป็นอีก กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยหน้าใหม่ที่เป็นการติดเชื้อใหม่ และกลุ่มที่ 3 ผู้ติดเชื้อแต่ไม่ปรากฏอาการที่เริ่มมามีอาการป่วยในระยะนี้

ของเราวันนี้เปิดเมืองพัทยาแล้ว และกำลังพิจารณาจะเลือกเปิดเป็นโซนๆตามสถานการณ์โรค

ทั้งนี้เพราะแรงกดดันจากประชาชนที่ไม่มีรายได้ ทั้งจากเจ้าของกิจการต้องปิดกิจการ ทั้งลูกจ้างตกงาน ทั้งผู้บริโภคหยุดอยู่กับบ้าน ไม่กล้าออกมาซื้อหา ออกมาใช้บริการ ทำให้พากันขาดรายได้ เป็นลูกโซ่

แต่ก็กลัวว่า จะเกิด 2nd Wave เหมือนกับชาติเหล่านั้น จนในที่สุดก็ต้องขยายเวลาใช้มาตรการกันต่อไปอีก 1 เดือน

รัฐบาลจึงต้องหามาตรการเสริมเพื่อรองรับคนตกงานและขาดรายได้ คิดไปคิดมาก็หาตัวช่วยคือภาคเอกชน

จม.เปิดผนึกถึง 20 อภิมหาเศรษฐี ถือเป็นตัวเลือกอีกทาง เพื่อให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม ดังเช่น อเมริกาที่จะเปิดเมืองจากแรงกดดันของภาคเอกชน ที่เอาชีวิตคนอเมริกันเป็นเดิมพัน

เอกชนอเมริกันมีเงินมากกว่ารัฐบาลหลายเท่า
ขนาดทรัมป์ฟาดงวงฟาดงาไม่พอใจ WHO ถึงขนาดไม่ยอมจ่ายเงินค่าบำรุง 41 ล้านดอลลาร์ แต่มหาเศรษฐีไมโครซอฟท์ บิล เกตส์ กลับออกหน้าประกาศจ่ายแทน และยังเตรียมเยียวยาในรูปต่างๆ

การที่เอกชนอเมริกันรวยกว่ารัฐบาลเช่นนี้ ทำให้มีอำนาจต่อรอง กดดันให้รัฐบาลทำตามความต้องการได้ในหลายด้าน

ส่วนเมืองไทย การส่ง “จดหมายเปิดผนึก” ถึง 20 คนรวยให้มาร่วมระดมความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ไม่รู้ว่าทำท่าไหน นำเสนอกันผิดที่ผิดทาง

กลายเป็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการ “ไถ” เงินเศรษฐี เปิดช่องว่างให้ฝ่ายคิดต่าง โจมตีว่า เป็นการขอบริจาคเงินจากเศรษฐีมาสมทบเงินรัฐบาลจ่ายเยียวยาประชาชน

สื่อมวลชนต่างประเทศถึงกับเรียกตามวาทกรรมชิงชังว่า “Beggar Government” รัฐบาลขอทาน

การนำเสนอหรือพรีเซนต์โครงการนั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ ไม่ระมัดระวัง ไม่ให้ความสำคัญส่วนปลีกย่อย

โดยเฉพาะอารมณ์สาธารณะ

ก็อาจถูกเข้าใจผิด เลี้ยวเข้ารกเข้าพง เหมือนกับรมว.สาธารณสุขโดนหมอและพยาบาลอัดยับทุกช่วงที่มีโอกาส

หรือว่านี่เป็นเพราะกรรมซัดวิบัติเป็น ที่ทำให้ยามนี้ รัฐบาลทำอะไรๆก็พลาดพลั้งไปเสียหมด ?

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน