คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ตั้งแต่มีการรายงานว่าพบผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นรายแรกของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมานี้ โดย “ดร.แอนโทนี ฟูซี” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกัน ซึ่งรับหน้าที่ “ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ” อีกทั้งเขายังเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในทีมแก้ปัญหาเชื้อไวรัสโควิด19 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันอังคารนี้อย่างน่าวิตกยิ่งว่า ขณะนี้จำนวนของผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯจนถึงวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2020 นี้มีมากถึง 197,741 รายและมียอดของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วถึง 4,047 ราย

อีกทั้งดร.แอนโทนี ฟูซี ยังได้คาดการณ์อีกว่า ในอนาคตอันไม่ไกลนี้จะมีจำนวนของผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นระหว่าง 100,000 ถึง 240,000 คน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เมื่อใดก็ตามที่ดร.ฟูซี ออกมากล่าวข้อเท็จจริงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสร้ายนี้จะโดนเหยียบเบรคถูกดิสเครดิตจากประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ตลอดเวลา แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่ดร.ฟูซีเอ่ยปากออกมา ประธานาธิบดีทรัมป์จะคล้อยตามแบบยอมสยบหมอบราบคาบแก้ว!!!

และเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่เพิ่งผ่านนี้หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ก็ได้ออกมารายงานด้วยเช่นกันว่า จำนวนของผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด19 เพียงวันเดียวมียอดสูงถึง 500 คนมากที่สุดเป็นครั้งแรก โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นรัฐที่มีผู้พำนักอาศัยแออัดยัดเยียดที่สุดในสหรัฐอเมริกา

อนึ่งขณะนี้ทั่วทุกมุมโลกต่างพากันเพ่งเล็งมองตรงไปที่สหรัฐฯในด้านศักยภาพของการแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด สืบเนื่องเพราะสหรัฐฯมีความพร้อมทั้งทางด้านทุนทรัพย์ ด้านนักค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข แต่กลับต้องพบกับความผิดหวัง เพราะสหรัฐฯก็แทบจะเอาตัวไม่รอดต้องเผชิญกับคลื่นมรสุมครั้งหนักหน่วงเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในเชิงรุก เพราะยังไม่สามารถต่อสู้เอาชนะกับไวรัสโควิด19 ศัตรูที่มองไม่เห็นตัวให้สยบราบคาบลงได้!!!

ศัตรูร้าย “ไวรัสโควิด 19” ตัวนี้แสนจะดุร้ายลี้ลับ ที่ถือว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังที่ “บิล เกตส์” อภิมหาเศรษฐีของโลกได้พูดเอาไว้อย่างน่าฟังว่า “มันเป็นสิ่งเตือนใจว่าพวกเราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรมไหน นับถือศาสนาอะไร ทำอาชีพอะไร สถานะทางการเงินหรือความมีชื่อเสียงมากน้อยเพียงใด โรคนี้ก็ปฏิบัติต่อเราอย่างเท่าเทียมกัน”

แม้กระทั่งเจ้าฟ้าชายชาร์ล แห่งอังกฤษก็โดนโรคระบาดนี้เล่นงาน และล่าสุดก็ยังมีนักข่าวชื่อเสียงโด่งดังสุดเด่นของซีเอ็นเอ็น “คริส โคโม”น้องชายคนสุดท้องของผู้ว่าฯรัฐนิวยอร์กติดเชื้อไวรัสโควิด19 เข้าไปด้วยเช่นกัน

อนึ่งแผนการตั้งรับอย่างเคร่งครัดและสัมฤทธิผล โดยใช้การแยกตัวเว้นระยะห่าง หรือ การกักตัวเองอยู่แต่ในบ้านหากไม่จำเป็นไม่ควรเสนอหน้าออกไปรับเชื้อ โดยโรคติดต่อจะไม่ติดต่อ ถ้าคนไม่ติดต่อกัน หรือที่เรียกกันว่า “social distancing” ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในแถบเอเชียเช่นในจีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

สำหรับสิงคโปร์มีจำนวนของผู้เสียชีวิตเพียงสามราย และไต้หวันก็มีผู้เสียชีวิตเพียงห้าราย โดยไต้หวันใช้มาตรการเคร่งครัดเอาโทษต่อผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างหนัก

ส่วนสิงคโปร์ก็เคร่งครัดกฎด้วยเช่นกันดังเช่น ชาวสิงคโปร์คนหนึ่งฝ่าฝืนกฎจนโดนทำโทษด้วยการยึดพาสปอร์ต

สำหรับเกาหลีใต้ที่ค้นพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 วันเดียวกันกับสหรัฐฯเมื่อวันที่ 20 มกราคมและเคยมียอดผู้ติดเชื้อโควิดสูงมากทีเดียว แต่ขณะนี้กลับปรากฏว่า ลดจำนวนลงเป็นอย่างมากเพราะรัฐบาลของเขามีนโยบายอันเคร่งครัดให้คนเกาหลีกักตัวอยู่แต่ในบ้านอีกทั้งเขายังเตรียมความพร้อมในการป้องกันอย่างเต็มที่

สำหรับประเทศไทยของเรานั้น จากสถิติที่รายงานจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ล่าสุดนี้ออกมาเปิดเผยว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับความเสี่ยงที่ 35 จากที่เคยอยู่ในอันดับความเสี่ยงที่ 30 เมื่อสัปดาห์ก่อน นับว่ามาตรการให้พวกเรากักตัวอยู่ในบ้านได้ผลในระดับหนึ่ง!!!

สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นผู้ที่เข้าไปรับมือต่อสู้กับไวรัสร้ายตัวนี้ก็คือ หมอ เหล่าพยาบาล และยังมีหมอที่เกษียณอายุไปแล้วถูกเรียกตัวเข้าไปช่วยเสริมเป็นทัพหน้าอีกด้วย

กลยุทธ์การตั้งรับเชื้อไวรัสโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกานั้น ขณะนี้ได้ออกมาใช้มาตรการตั้งรับอย่างมากมาย เพื่อต้องการที่จะป้องกันและลดความเสี่ยง

รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ที่สุดมีประชากรพำนักอาศัยอยู่กว่าสี่สิบล้านคน ขณะนี้กลับกลายเป็นรัฐที่เงียบเหงา โดยผู้ว่าฯรัฐแคลิฟอร์เนียได้ออกมาประกาศภาวะฉุกเฉินไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ซึ่งถือเป็นรัฐแรกที่ออกมาใช้มาตรการนี้

รัฐวอชิงตันก็ใช้กฎหมายเคร่งครัดให้ประชาชนกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งปรากฏผลล่าสุดเมื่อวันอังคารนี้ว่า ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รัฐต่างๆมีจำนวนของผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น!!!

สำหรับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯขณะนี้นับว่ารุนแรงมาก โดยเดือนมีนาคมปรากฏว่า หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ร่วงดิ่งลงถึง 12% และเมื่อวันอังคารที่เพิ่งผ่านมานี้ หุ้นตกลงเกือบ 2% และจำนวนคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.3 ล้านคน โดย “รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสตีฟ มนูชิน”คาดการณ์ว่า “จะมีจำนวนของผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 20%” เท่ากับว่า สหรัฐฯกำลังจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งคราหนึ่ง

สำหรับผลกระทบที่มีต่อชาวอเมริกันในวงกว้างนั้น สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นยอดเงินถึงสองล้านล้านเหรียญ โดยมีวุฒิสมาชิก 98 คนยกมือผนึกพลังสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ มีผลทำให้ชาวอเมริกันจะมีโอกาสได้รับการเยียวยาในทุกๆระดับ ที่รวมไปถึงธุรกิจขนาดย่อมอีกด้วย

กล่าวโดยสรุปขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯกำลังต่อสู้กับโรคระบาดร้ายแรงด้วยการยืนเป็นเป้านิ่งตั้งรับเพียงถ่ายเดียว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถือเป็นเรื่องความเป็นความตายของมนุษยชาติ มองๆไปแล้วการแก้ปัญหาของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ดีเพียงพอ อีกทั้งการที่เขาออกมาแสดงอาการไม่เห็นด้วยที่จะให้คนอเมริกันกักตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานๆเกินกว่าเดือนเมษายนค้านกับเจตนารมณ์ของผู้ว่าฯและนายกเทศมนตรีของรัฐต่างๆที่ต้องการจะให้ผู้คนเก็บตัวจนกว่าโรคนี้จะทุเลาลง ซึ่งถือเป็นการสร้างศัตรูโดยไร้เหตุผล ดังนั้นการพิชิตสงครามโรคระบาดในครั้งนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ศักยภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เป็นอย่างดีว่า เขาจะได้รับดอกไม้หรือก้อนอิฐละครับ

กองทุนประกันวินาศภัย
Muang Thai Insurance