ผบ.ทสส. แจงคลอด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุคนไม่ปรับตัว ขู่หากยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ศุกร์หน้าคนติดเชื้อเฉียดหมื่นแน่ วอนปชช.สมัครใจอยู่บ้าน ก่อนบังคับปิดประเทศ ด้าน “โฆษกศบค.” ประชุมนัดแรกระดมทีมแพย์-เวชภัณฑ์ ลดข้อจำกัดนำเข้า-ภาษี ขณะที่ “โฆษกตร.” แจงข่าวปลอม ไม่ใส่หน้ากากอนามัยปรับ 200 บ.

วันที่ 26 มี.ค. 63 เมื่อเวลา 13.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19. ) หรือ ศบค. แถลงผลการประชุม ว่า นายกฯมอบหมายให้ตนเป็นเลขาฯ โดยในที่ประชุมนายกฯ ได้แจ้งถึงสาระสำคัญการแพร่ระบาดสถานการณ์โควิด-19 ดำเนินมาถึงจุดที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อระดมทุกสรรพกำลังหยุดยั้งการแพร่ระบาด และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยนายกฯให้แนวทางการทำงาน 6 ข้อ คือ 1.ให้ผู้รับผิดชอบงานแต่ละด้านเสนอแผน และแนวทางปฏิบัติโดยระเอียด 2. ให้บูรณาการจัดระบบความร่วมมือดึงทุกภาคส่วนในสังคม 3. ติดตามผลกระทบที่เกิดกับประชาชนทุกกลุ่มจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และเสนอแนวทางแก้ปัญหาพร้อมกับมาตรการเยียวยา 4.ให้ความเชื่อมั่นระบบการแพทย์ต่อประชาชน พร้อมระดมสรรพกำลัง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจากรัฐและเอกชน ซึ่งวันนี้ที่ประชุมเน้นย้ำเรื่องเวชภัณฑ์ สถานพยาบาล ที่ขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องประสานกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ในข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการนำเข้า เป็นต้น 5. เน้นสื่อสารในยามวิกฤติ ประสานผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้ความรู้กับประชาชน โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างของบุคคลในสังคม และ6. เรื่องงบประมาณขอให้ทุกส่วนราชการ ปรับแผนโครงการ เพื่อเน้นเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านสาธารณสุข

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ปลัดกระทรวงต่างๆ ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งการประชุมวันนี้ ภาพรวมได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี และยังมีรัฐมนตรีว่าการทุกกระทรวงเข้าร่วม โดยในภาคนโยบายและภาคปฏิบัติลงรายละเอียดกันทุกเรื่อง โดยเฉพาะสาระสำคัญ เรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคให้ออกไปจากแผ่นดินไทย เรื่องนี้ลงรายละเอียดเป็นอย่างมาก และได้รายงานเพื่อให้ลดข้อจำกัดต่างๆ เรื่องการนำเข้า เรื่องภาษี และการจัดส่ง ซึ่งล้วนถูกแก้ไขแล้วทั้งสิ้น ทั้งนี้ นายกฯให้แนวทางการประชุมของศบค.ในช่วงต้นให้มีประชุมศบค. ทุกวันใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อให้การทำงานกระชับ และกลับไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตามสำคัญที่สุด นายกฯห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน แต่ประชาชนต้องให้ความร่วมมือตามข้อปฏิบัติต่างๆ ช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19ไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคมจะทำให้โรคระบาดยุติโดยเร็ว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมไม่ได้พิจารณาออกข้อกำหนดเพิ่มเติมแต่อย่างใด รวมถึงเรื่องการเคอร์ฟิวหรือห้ามประชาชนออกจากบ้านในเวลาที่กำหนด ยังไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมวันนี้ แต่แนวทางต่างๆมีการเสนอมาหลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกจากมาตรการเบาไปหาหนัก ถ้าประชาชนร่วมมือก็ไม่ต้องใช้กฎอะไรมาบังคับเลย

ด้านพล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง กล่าวว่า ขณะมีการจัดตั้งจุดควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศแล้ว 357 จุด ส่วนเส้นทางเข้า-ออกในพื้นที่กทม.มี 7 จุด ทั้งนี้จุดตรวจทุกจุด ส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจและฝ่ายปกครอง แต่จะมีทหารเข้าร่วมจุดตรวจในพื้นที่กทม. ซึ่งจุดตรวจดังกล่าวจะดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามข้อแนะนำที่สาธารณสุข เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากอนามัย หลังจากนี้ถ้ามีการกำหนดข้อปฏิบัติเพิ่มเติม เช่น ถ้ากระกระทรวงพาณิชย์กำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติมก็จะตรวจตราตรงนี้ ซึ่งการคัดกรองจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ยืนยันเราจะอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมาภาครัฐเชิญชวนให้ประชาชนปฏิบัติตัวป้องกันโรคหลายอย่าง แต่ทุกคนยังใช้ชีวิตปกติ จึงทำให้ตัวเลขสูงขึ้นหลังจากนี้ถ้าเชิญชวนแล้วไม่ปฏิบัติ รณรงค์แล้วไม่ทำตัวเลขก็จะยิ่งสูงขึ้น และไม่รู้ตัวเลขจะจบตรงไหน จึงเป็นที่มาของการกำหนดมาตรการขณะนี้ยังไม่ปิดประเทศ ปิดเมือง และปิดการสัญจร แต่ถ้าพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยนและตัวเลขสูงขึ้นก็จะนำไปสู่การปิดประเทศ ผลกระทบดำเนินชีวิตของประชาชนจะสูงขึ้น

“ถ้าไม่ปิดประเทศโดยบังคับ โดยประชาชนสมัครใจปิดตัวเองไม่ไปไหนมาไหน ไม่ดีกว่าหรือมาถึงตรงนี้ทุกคนอยากให้โควิด-19 ผ่านพ้น”พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าว

พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า วันนี้อยากขอความร่วมมือนายจ้าง หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาแนวทางเหลื่อมเวลา ลดเวลาการทำงาน ป้องกันการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก วันพฤหัสบดีคิด วันศุกร์สั่ง เสาร์ และอาทิตย์ก็ขอให้อยู่กับบ้าน ถ้าทุกคนทำด้วยความสมัครใจตามคำแนะนำอยากให้รอดูผลที่จะเกิดขึ้น เพราะตัวเลขนับพันที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากความหละหลวม ไม่ทำตามคำแนะนำเมื่อ 10 วันก่อน สิ่งที่จะทำวันนี้ก็จะส่งผลถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อใน 10 วันข้างหน้า และจากการประเมินถ้าทุกคนทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดผู้ติดเชื้อจนถึงวันศุกร์หน้าจะอยู่ที่ 2,000 ราย แต่ถ้าไม่ปรับวิธีดำเนินชีวิตตัวเลขจะสูงถึง 7,000-10,000 ราย

เมื่อถามว่า รัฐบาลสั่งห้ามรวมตัวกันในวันที่ 3 มี.ค.แต่หลังจากนั้นมีการจัดมวยทำให้ผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมาก พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวว่า มีเรื่องของอดีต และมีเรื่องของวันข้างหน้า สิ่งที่ตนพูด เป็นเรื่องของวันข้างหน้า แต่ยอมรับเกิดจากความพบพร่องผู้ไม่รัดกุม ผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบต่อไป และไม่ขอลงไปถึงส่วนที่ผ่านไปแล้ว

กองทุนประกันวินาศภัย

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน