ทำเนียบรัฐบาลได้แปรเปลี่ยนไปสู่ "ศูนย์บัญชาการใหญ่"สำหรับรัฐบาลเพื่อใช้เป็นป้อมปราการสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยมี "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งอยู่ในฐานะ "แม่ทัพใหญ่" ทำหน้าที่บัญชาการด้วยตัวเอง

เวลา 14.30 น.ของวันที่ 25 มี.ค.63 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงการณ์ชี้แจงรายละเอียดและข้อปฏิบัติของประชาชนในการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 โดยในตอนหนึ่งได้ระบุว่า

" ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆ ด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถหยุดการแพร่ระบาดพร้อมกับลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้ ผมจะเข้ามาบัญชาการ การจัดการกับไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติอย่างเต็มตัว

ทั้งด้านการป้องกันการระบาด การรักษาพยาบาลไปจนถึง การเยียวยาและฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของโควิด-19 ผมจะเป็นผู้นำในภารกิจนี้และรายงานตรงต่อประชาชนชาวไทยทุกคน โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร"

แน่นอนว่าในถ้อยแถลงจากพล.อ.ประยุทธ์ ครั้งล่าสุด แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมือง อยู่บ้างก็ตามที ว่ารัฐบาลอย่าฉวยจังหวะที่ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาแทรกแซง สถานการณ์ทางการเมือง แต่อย่าลืมว่าท่าทีและการตอบรับจากประชาชน ต่อการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครั้งนี้ออกมาในทางที่เป็นบวก มากกว่าลบ ยอมรับมากกว่าที่จะต่อต้าน

เพราะวันนี้ทุกฝ่ายต่างยอมรับแล้วว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังจะเข้าสู่วิกฤติ ตามรอยสภาวะการแพร่ระบาดในประเทศยุโรป ที่มียอดตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อและผู้เสียชีวิต พุ่งทะยานถึงหลักหมื่น และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง ดังนั้นการเลือกไทม์มิ่งของรัฐบาลที่ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงได้รับการขานรับ

เมื่อมองกลับมาที่พล.อ.ประยุทธ์ เองซึ่งในวันนี้ได้พยายามพลิกสถานการณ์เรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ด้วยการประกาศนั่งคุมศูนย์ศอฉ.โควิด-19 ประกาศสู้ ในทุกมิติ พร้อมให้สัญญาว่าจะพาคนไทย พาประเทศไทยฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้แล้วนั้น

ยังน่าสนใจว่า การประกาศขึ้นมาควบคุมและกำกับงานสำคัญด้วยตัวเองของพล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ ยังมีความชัดเจนว่า ได้มอบหมายภารกิจให้กับ "ปลัดกระทรวง" ด้วยกัน 4 กระทรวง อันมีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานหยุดยั้งการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังให้นายกฯสามารถดึงอำนาจของรัฐมนตรี มาสั่งการได้เอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกเหนือไปจากการประกาศขึ้นมาบัญชาการในฐานะ "แม่ทัพใหญ่" ของพล.อ.ประยุทธ์ แล้วการขับเคลื่อนทุกองคพยพให้เดินไปพร้อมกันทุกหมด โดยที่ต้องไม่ใช่ลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่เช่นนั้นการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครั้งนี้ นอกจากจะเอาไม่อยู่แล้ว สถานการณ์ความเชื่อมั่นของรัฐบาล และนายกฯที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ยังจะมีอันต้อง วิกฤติ พอกับสถานการณ์โควิด -19 เช่นกัน !

กองทุนประกันวินาศภัย