ในสถานการณ์ที่ประชาชนเกิดความหวั่นวิตกต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะอัตราการเพิ่มของจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และมาตรการต่างๆที่รัฐบาลทยอยออกมา ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้บรรยากาศของประเทศไทยยามนี้จึงตึงเครียด

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้รวมพลังสามัคคีเพื่อฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน ขณะที่อีกฟากหนึ่งยังมีเสียงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะไม่พอใจต่อการบริหารสถานการณ์วิกฤติของรัฐบาล

กระนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบ โดยเฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นนี้ อาจต้องพักรบไปก่อน ด้วยไม่สามารถจัดการชุมนุมขนาดใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ และ แม้แต่การรัฐประหาร ที่ก็ประเมินกันว่ายากจะมีโอกาส ด้วยปัจจัยผู้คุมอำนาจในกองทัพ เว้นเสียแต่เกิดจราจล

ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดจราจล ไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีพื้นที่ในการแสดงออกผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหา หลักเกณฑ์ และ แนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อยู่แล้ว

แต่กล่องดวงใจคือ ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงอยู่แล้ว เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิ-19 เข้าไปอีก จึงทำให้ภาวะเศรษฐกิจอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะบักโกรกในตลาดหุ้น และปัญหาการปิดสถานที่เสี่ยง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดที่ประกาศตามมา ทำให้มีแรงงานตกงานชั่วคราวอย่างน้อย 22 วัน

และจะต้องมีการประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน หากสงครามเชื้อโรคยืดเยื้อ อาการของเศรษฐกิจไทยอาจโคม่า อีกทั้งถ้าเกิดจราจลขึ้นมาทับถมอีก สัญญาณชีพจรเศรษฐกิจไทยคงดับดิ้น

จึงต้องจับตามาตรการต่างๆที่จะออกมาช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าจะครอบคลุมทุกกลุ่มและมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะเป็นตัวแปรต่อสถานการณ์ประเทศไทย

ที่สำคัญคือ ผลสัมฤทธิ์ของมาตรการต่างๆที่รัฐบาลกลาง และหน่วยงานท้องถิ่น จะต้องทำงานสอดประสานกัน อย่างรอบคอบและรัดกุม บูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย และที่สำคัญคือความคล่องตัว ซึ่งก่อนหน้านี้มีการนำเสนอแนวคิดให้การอนุมัติเรื่องสำคัญต่างๆไม่จำเป็นต้องรอประชุมคณะรัฐมนตรี ในทุกวันอังคาร ซึ่งอาจจะล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ ดังนั้นเพื่อความคล่องตัวการประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ตัดสินใจในสถานการณ์เร่งด่วนจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ฉะนั้น ในวิกฤติเช่นนี้ ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องระดมคนเก่ง เข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ คลังสมองของประเทศจากการอบรมหลักสูตรต่างๆ สารพัดหลักสูตรถึงเวลาที่ต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการช่วยดูแลและแก้ไขสถานการณ์ทุกด้าน

เป็นทีมไทยแลนด์ที่ทุกภาคส่วนจะต้องทุ่มสรรพกำลังและมันสมองในการช่วยกันคิดไปข้างหน้า เพื่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและผลกระทบรอบด้านอย่างยั่งยืน เพื่อรักษากล่องดวงใจของประเทศคือ ประชาชน

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน