และแล้วการตัดสินใจใช้ “ยาแรง” เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มี.ค.63 “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ก็มีขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือสะพัดกันมาพักใหญ่ ว่าที่สุดแล้วรัฐบาลคงหนีไม่ออกที่จะต้องใช้กฎหมายเข้มเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

ภายหลังการประชุมครม. เสร็จสิ้นลง พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาแถลงว่าเพื่อยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจะประกาศใช้วันที่ 26 มี.ค.ไปจนถึงวันที่ 26 เม.ย. รวมเป็นระยะเวลา 1 เดือน ส่วนรายละเอียดต่างๆนั้นจะกำหนดออกเป็นมาตรการตามออกมา ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจใช้ยาแรง คาดว่าเพื่อ “จำกัด” การเดินทางเคลื่อนย้ายของประชาชน เพราะจะยิ่งทำให้การแพร่เชื้อไวรัส กระจายออกไปมากขึ้น และที่สำคัญยังพบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อล่าสุดของวันที่ 24 มี.ค. เพิ่มขึ้น 106 ราย ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยพุ่งไปถึง 827 ราย โดยมีทั้งแพทย์-พยาบาล บุคลากรสำคัญยังติดเชื้ออีกด้วย รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสมเป็น 4 ราย

ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นจนส่งผลให้ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้มาจากการที่คนส่วนใหญ่ยังขาดวินัย ไม่ปฏิบัติตัวตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ มาตั้งแต่แรก รวมทั้งยังไม่ให้ความร่วมมือที่จะกักตัวเอง ทั้งที่มาจากพื้นที่เสี่ยง

แน่นอนว่า การตัดสินใจใช้ยาแรงของพล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่มีคำแนะนำจากบุคคลหลายฝ่าย ตลอดจน “บุคลากรทางการแพทย์” ที่แม้ไม่ได้อยู่ในร่วม “ทีมสุดยอดหมอ” ที่ได้นั่งถก “วงใน” กับพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อมีเสียงเชียร์ ให้ปิดประเทศดังกระหึ่ม ด้วยหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไทยจะไม่หันเหเปลี่ยนทิศไปสู่สภาวะการติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศอิตาลี ซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติอย่างหนัก

อย่างไรก็ดี การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยจะเริ่มในวันที่ 26 มี.ค.นี้ย่อมจะกลายเป็น “ยาแรง” เพิ่มระดับความเข้มข้นให้หยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลยังได้ออกมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ไม่ว่าจะเป็นมาตรการดูแลและเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม รวมทั้งออกมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ประกอบการ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาต่อการดำรงชีวิต ในระหว่างที่ขาดรายได้ เมื่อสถานประกอบการต้องปิดตัวชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาด

เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าไร้มาตรการรองรับ “คนจน” ผู้มีรายได้น้อยเนื่องจากกทม.และในหลายจังหวัดได้ให้อำนาจแก่ “ผู้ว่าราชการ”ทั้ง ผู้ว่าฯกทม.และผู้ว่าฯ อีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ สั่ง ล็อคดาวน์ ปิดเมือง ปิดสถานบริการ ตลอดจนพื้นที่ ที่จะเป็นแหล่งสุ่มเสี่ยง ได้ภายใต้การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558

แต่ในครั้งนั้นปรากฎว่า เกิดการเคลื่อนย้ายของประชาชนที่เป็นกลุ่มแรงงาน จำนวนหลายหมื่นคนที่พากันออกเดินทางจากกทม.ไปยังต่างจังหวัดเพื่อกลับบ้าน เนื่องจากสถานประกอบการปิด ทำให้ขาดรายได้ ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจควบคุม หรือห้ามไม่ให้ประชาชนเดินทางได้ และบัดนี้คนกลุ่มดังกล่าวไปกลับไปต่างจังหวัด กลายเป็นการขยายวงกว้างของปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในครั้งนี้ ของพล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นเหมือน ยาแรงเพื่อเร่งแก้วิกฤติทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด ไปจนถึงวิกฤติของตัวรัฐบาลเอง !

กองทุนประกันวินาศภัย

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน