แน่นอนว่า ความตื่นตัวในการดูแลป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยิ่งมีมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะช่วยป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่หากความตื่นตัวนั้นเลยขีดขั้นกลายเป็นความวิตกกังวล แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลเอาไว้บ้าง แต่ก็ต้องควบคุมไม่ให้มากเกินไป

ดังข้อความล้อเลียนสถานการณ์ที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ก่อนหน้านี้ว่า “โอกาสติดโควิด 1% โอกาสประสาท 100%”

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อตัวเลขก้าวกระโดดขึ้นทุกวัน ในขณะที่มาตรการต่างๆก็ค่อยๆ ยกระดับเข้มข้นขึ้น ก็อาจมีผลต่อความวิตกกังวลของประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้

เรื่องนี้ มีข้อมูลจาก นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เราสามารถจำแนกสภาพจิตใจของคนได้ 3 ประเภท ดังนี้

1) ประเภทกังวลน้อยไป กลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อมากกว่าคนอื่น เพราะไม่ปฏิบัติตามหลักแนะนำ พาตัวเองเข้าไปในสถานที่เสี่ยง แออัด เช่น สนามมวย คลับบาร์ ขนส่งสาธารณะ ฯลฯ โดยปราศจากการป้องกันตัวเอง

2) ประเภทกังวลมากเกินไป อาการที่บ่งชี้ว่าเริ่มวิตกกังวลมากไป บางรายอาจเริ่มรู้สึกนอนไม่หลับ ไม่กล้าออกไปไหนมาไหนตามปกติ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต อย่างเช่น ปรากฏการณ์กักตุนสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ ทั้งที่ความเป็นจริงเรายังสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากผ้า ล้างมือบ่อยๆ คำนึงถึงระยะห่างทางสังคม “Social Distancing” และเมื่อกลับมาที่พักควรอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดทันที

และ 3) ประเภทกังวลพอดี กลุ่มคนเหล่านี้คือรากฐานสำคัญของสังคม เพราะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง เป็นแบบอย่าง และช่วยแนะนำกลุ่ม 1, 2

นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า สถานการณ์เช่นนี้คนไทยควรคำนึงถึงหลัก 3 สร้าง ได้แก่ ‘สร้างความปลอดภัย’ ด้วยหลัก ล้าง เลี่ยง ลด ต่อมาคือ ‘สร้างความสงบ’ ไม่ตื่นกลัว จัดเวลา รับและส่งต่อข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น และสุดท้าย ‘สร้างความหวัง’ ข้อนี้ต้องอาศัยพลังสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวเชิงบวก ตัวอย่างที่ดีๆ และทางออกของปัญหาร่วมไปกับ ‘2 ใช้’ คือใช้พลังทางสังคมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว องค์กร ชุมชนและใช้สัมพันธภาพที่มีอยู่ในการให้กำลังใจ ดูแลซึ่งกันและกัน ขณะที่ภาครัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุข และ สสส. ก็ได้จับมือผลิตข้อมูลความรู้การดูแลตัวเอง ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น เฟซบุ๊ก ‘ไทยรู้สู้โควิด’ เพื่อสื่อสารทางตรงกับประชาชน จึงเป็นโอกาสดีให้เราทุกคนนำวิธีการรักษาสุขอนามัยที่ดีมาพัฒนาองค์กรและครอบครัว

วันนี้ นอกจากเราจะต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รักษาสุขอนามัย และปฏิบัติตามหลักการรักษาระยะห่างทางสังคม และหาไม่จำเป็นควรงดการเดินทาง และอยู่บ้านให้มากที่สุด เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว เรายิ่งต้องดูแลสุขภาพใจของเราให้เข้มแข็ง ตรวจสอบตนเองว่าเราวิตกกังวลอยู่ในระดับใด เมื่อรู้แล้วก็ปรับให้ลงมาอยู่ที่ความพอดี

ตามหลักพระพุทธศาสนา ให้เดินทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา คือทางรอดจากโรคโควิด-19 และโรคประสาท

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน