“ไทย ทุกคน ทุกระดับ พึงสามัคคี ช่วยกัน เพราะไวรัสเล่นงานเราได้หมดไม่ว่าจะคิดอะไร คิดอย่างไร ยืนอยู่ ณที่ไหน วิกฤตครั้งนี้จะเป็นวิกฤติองค์รวม ที่ครบถ้วน และ ครอบคลุมทุกองคาพยพของสังคม

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะเชิญฝ่ายค้านเข้ามาร่วมคิดร่วมทำ และฝ่ายค้านพึงตอบรับเข้ามาร่วม เพื่อให้บ้านเมืองฝ่าวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดในครั้งนี้ไปให้ได้ !”

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา ได้โพสต์ในเรื่อง “เผชิญวิกฤตโควิด ด้วยความรักสามัคคี” ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 23 มี.ค.63 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการ “ดึงสติ” ให้กับผู้คนในสังคมไทยในยามนี้ได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะในยามที่ตัวยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พุ่งพรวด สูงขึ้นชนิดก้าวกระโดดในช่วงตลอดเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่23 มี.ค.ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้แถลงตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด -19 อยู่ที่ 721 ราย

จากตัวเลขที่ก้าวกระโดดจาก “หลักร้อย” ในช่วงต้นๆ ของการแพร่ระบาด มาจนถึงวันนี้ซึ่งตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงอย่างเป็นทางการ กำลังเข้าใกล้ “หลักพัน” ส่งผลให้เกิดความวิตกกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในส่วนของฝ่ายบริหาร ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง เพราะตัวเลข สถิติตลอดจนที่มาที่ไปของตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลานี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสองทาง

ตามที่ “นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุเอาไว้ว่ากระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงกรณีมีคำถามว่า จากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาหากประเทศใดผู้ป่วยเกินหลัก 1,000 แล้วจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว แล้วสถานการณ์ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น

“ วันนี้ไทยยังอยู่ที่ 721 ราย นั่นหมายความว่า ไทยยังอยู่ในช่วง “เวลาทอง” และเป็นทางสองแพร่ง ที่หากเราไม่มีวินัยเคร่งครัดในการปฏิบัติตน ออกไปนอกบ้านไม่ระมัดระวังตน ไทยจะทะลุหลักพันไปเหมือนยุโรป และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่เรายังอยู่ในจุดที่เลือกได้ ซึ่งขึ้นอยู่ในมือของประชาชนเท่านั้น

ว่าจะปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐออกมาหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการปฏิบัติตาม ทางภาครัฐอาจต้องมีการล็อคดาวน์ ซึ่งถ้าร่วมมือกัน สถานการณ์เราจะไปแบบญี่ปุ่น ไต้หวัน”

เมื่อแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำลังกลายเป็นเส้นกร๊าฟที่เริ่มปักหัวลง อีกทั้งยังจะกลายเป็น “ปัจจัย”ที่ทำฉุดความเชื่อมั่นการบริหารงานของรัฐบาล อย่างต่อเนื่อง และเมื่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลต่ำลง ได้กลายเป็น “ช่องโหว่” ของสารพัด “ข่าวลือ” ที่สะพัดออกมาสร้างความตื่นตระหนกได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

ไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่เกิดกระแสที่สะพัดมาตั้งแต่ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผบ.ทบ. ข่าวการยึดอำนาจทำรัฐประหาร ทั้งที่ห่างไกลจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เมื่อ “รัฐบาล” ของพล.อ .ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับ “กองทัพ” ล้วนเป็น “เนื้อเดียวกัน”

มาถึงกระแสข่าวที่สะพัดไปถึงขั้นที่ว่ารัฐบาลเตรียมประกาศเคอร์ฟิวส์เพื่อคุมประชาชนเอาไว้กับบ้าน เหมือนกับประเทศอื่นๆที่กำลังเผชิญหน้ากับโควิด ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ กำลังประชุมเพื่อแก้ไขสถานการณ์อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และยังไม่มีข้อสรุปหรือการแถลงข่าวใดๆที่ออกมายืนยันว่ารัฐบาลจะยกระดับไปถึงขั้นประกาศเคอร์ฟิวส์ แต่อย่างใด

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากรัฐบาลยังไม่สามารถบริหารจัดการทั้งเฟคนิวส์ ไปพร้อมๆกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอยู่ในมือโดยเร็ว โอกาสที่จะถูก เฟคส์นิวส์เล่นงาน จนไม่เป็นอันแก้ปัญหา จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น !