คลื่นลมทางการเมือง วันนี้ต้อง “สงบ”เพื่อเปิดทางให้ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีเวลา มีกำลังไปทุ่มเทกับการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเต็มที่

และล่าสุดยังน่าสนใจว่า เมื่อมีการออกมาส่งสัญญาณของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ในท่วงทำนองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะ “เลื่อน”วันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญ ตามกำหนดเดิมที่จะเปิดขึ้นในวันที่22 พ.ค.63 นี้ออกไปก่อนหรือไม่นั้น ก็ต้องอยู่ที่ “มติสภาฯ”

“ เรื่องนี้ที่จะต้องเกิดจากการเรียกประชุมสภาเสียครั้งหนึ่งก่อน แล้วตกลงกันว่าจะเลื่อนสมัยประชุมหรือไม่อย่างไร เพียงแต่ว่าหากยุ่งยากมากเกินไป ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่เรียกประชุมเท่านั้น หรืองดประชุมในสมัยประชุมนั้น เป็นอำนาจของประธานสภาฯ”
(18มี.ค.63)

ดังนั้นหมายความว่า โอกาสที่เวทีสภาฯ อันเป็นเวทีที่ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” จะมีโอกาสและช่องทางในการตรวจสอบ ไปจนถึง “เขย่า” รัฐบาล จากการบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ว่าล้มเหลว ผิดพลาด ก็มีอันจะต้องถูก “ขยับ” ออกไปด้วยเช่นกัน

เพราะเวลานี้ไม่มีเรื่องไหน ประเด็นการเมืองใด การเปิดพื้นที่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ที่จะสำคัญไปกว่าการที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแรง ร่วมใจกันปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับมาตรการที่รัฐบาล ตลอดจนทีมแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุข แนะนำ วางเอาไว้เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้ไปสู่ ระยะที่ 3 เพราะนั่นจะหมายถึง “ปัญหาใหญ่” ที่ไม่เพียงแต่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นที่ต้องเผชิญ แต่ยังหมายรวมถึง ประชาชนคนไทย ทั่วทั้งประเทศ ไปทันที !

จะเห็นได้ว่า เวลานี้ทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่มุ่งไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน นั่นคือการร่วมกันแก้ปัญหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด โดยต้องช่วยกัน “ชะลอ” ให้การแพร่ระบาดไปสู่ระยะที่ 3 ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้โอกาสที่พรรคฝ่ายค้าน และฝั่งตรงข้ามจะหยิบเอาปัญหาการจัดการไวรัสโควิด -19มาใช้ขยายผลในทางการเมือง กับรัฐบาล จึงถูกปิดลงไปด้วย “สถานการณ์” โดยปริยาย

จะเหลือเพียงการแสดงบทบาท และการเคลื่อนไหว “นอกสภาฯ” ของพรรคฝ่ายค้านเท่านั้นเพื่อรักษา “พื้นที่สื่อ” ไม่ให้ถูกกลบลงไปด้วยเรื่องราวของโควิด-19 จนทำให้รัฐบาลและตัวพล.อ.ประยุทธ์ โดดเด่นขึ้นมาแทนที่

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวทางการเมืองในจังหวะนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะไม่เพียงแต่ จะเป็นการ “เล่นผิดสนาม”เท่านั้น แต่จะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ พรรคฝ่ายค้านเป็นฝ่าย “เสียรังวัด” เสียเอง

เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกสังคมมองว่า เล่นการเมืองไปเสียทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ในยามที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤติ และต้องการความร่วมมือ ร่วมใจ จากคนในชาติ

เมื่อเวลานี้ ไม่มีเวทีให้ “ฝ่ายการเมือง” โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามรัฐบาลได้เล่น ยิ่งในยามนี้ประชาชน ผู้คนในสังคม ต่างสามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสารผ่านโลกโซเชียลได้อย่างกว้างขวาง และตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน ทางด้านรัฐบาลเองก็ต้องเร่ง “ปิดจุดอ่อน” ด้านการให้ข้อมูลข่าวสารจากทีมโฆษกรัฐบาลเองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยังไม่ทันต่อสถานการณ์และความต้องการ การรับรู้ของประชาชนมากพอ !