แม้ระบบสาธารณสุขของไทยจะได้มาตรฐานระดับโลก แต่หากมาตรการต่างๆที่เกี่ยวเนื่องไม่ดำเนินการอย่างเข้มข้นและเข้มแข็ง หรือล่าช้าเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19

ดังนั้นรัฐบาล โดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จึงมีมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ให้ยกเลิกการขอวีซ่าฟรี 2 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจคือ อิตาลี, เกาหลีใต้ และฮ่องกง ไประยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และยังให้ยกเลิก Visa on Arrival (VOA) จาก 18 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ บัลแกเรีย, ภูฏาน, จีน, ไซปรัส, เอธิโอเปีย, หมู่เกาะฟิจิ, จอร์เจีย, อินเดีย, คาซัคสถาน, มอลตา, เม็กซิโก, นาอูรู, ปาปัวนิวกินี, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน, วานูอูตู และเขตเศรษฐกิจไต้หวัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า หากไม่ตัดสินใจทำแบบนี้ เพราะไม่ต้องการให้โควิด-19 แพร่เข้าสู่ระยะ 3 ในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องสกัดกั้น

ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาทุกประเทศจะต้องผ่านการคัดกรองจากประเทศต้นทาง ส่วนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางจาก 4 ประเทศกลุ่มเสี่ยง จะต้องมีการขอวีซ่าจากประเทศต้นทาง พร้อมออกคำสั่งตามมาตรา 16 พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ยกเลิกวีซ่า VOA 18 อย่างไรก็ตามหากมีการหลุดเข้ามาก็จะมีมาตรการตรวจเข้มจากสนามบิน โดยมีโรงแรมโนโวเทลที่รองรับ และหากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการที่จะอยู่กับตัว 14 วันสามารถเดินทางกลับได้เลย

อีกด้านหนึ่งมีความเคลื่อนไหวในการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อเตรียมการรับมือกรณีการแพร่ระบาดเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าเป็นการยกระดับ หลังจากแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีใต้เดินทางกลับประเทศ เป็นเหตุผลที่ต้องทำให้ต้องยกระดับทุกอย่างขึ้นมาเพื่อไม่ให้คนตื่นตระหนก

โดย ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จะบูรณาการข้อมูลจาก 2 ศูนย์ที่มีอยู่เดิมคือ ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทำเนียบรัฐบาล กับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากยังไม่สามารถทำให้เป็นเอกภาพได้ และบางเรื่องจำเป็นต้องสั่งการโดยเร็ว เมื่อเกิดกรณีแรงงานไทยกลับจากเกาหลีใต้จึงอยู่นอกเหนือจากการรับมือ รวมถึงงบประมาณของ 2 ศูนย์ที่มีอยู่

อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์การบริหารสถานการณ์เป็นศูนย์เดียว และการเพิ่มความเข้มข้นในการเรื่องของวีซ่า จะเป็นการตัดสินใจที่ล่าช้าต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่อย่างน้อยก็คาดหวังว่าจะสามารถบริหารสถานการณ์ได้อย่างเป็นเอกภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ซึ่งไทยเราไม่ได้ปิดประเทศ

ทั้งนี้โจทย์ที่ต้องคิดคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยยังอยู่บนพื้นฐานของการควบคุมการแพร่ระบาด และสิ่งใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด แม้จะเป็นมาตรการหรือออกเป็นมติครม.มาแล้วก็ตาม ถ้าถอยได้ต้องรีบตัดสินใจถอย

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน