ดนตรี / ทิวา สาระจูฑะ

การหาเสียงเพื่อลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นแล้ว และเป็นที่แน่นอนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ครองตำแหน่งในปัจจุบันจะลงสมัครอีกสมัย

ทรัมป์ น่าจะเป็นประธานาธิบดีอเมริกันที่ได้รับความชิงชังมากที่สุดแล้วจากวงการดนตรี เพราะแม้ศิลปินในวงการดนตรีจะแบ่งเป็นฝั่งที่สนับสนุนพรรค รีพับลิกัน และฝ่ายที่สนับสนุน เดโมแครต ก็ยังไม่มีประธานาธิบดีคนใดถูกแต่งเพลงโจมตีหรือด่าทอมากเท่านี้

ในยุคของ บารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี ก็โดนศิลปินที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและสนับสนุน รีพับลิกัน ออกมาแต่งเพลงโจมตีอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยรุนแรงนัก ค่อนข้างไปทางประชดประเทียดเสียดสี หรืออำแบบตลกร้าย ขณะที่สิ่ง ทรัมป์ เจอนั้นหนักกว่า และเป็นจำนวนมาก

ที่น่าแปลกคือ ศิลปินที่นิยม เดโมแครต ต่างก็ออกมาแต่งเพลงเชียร์ โอบามา แต่ศิลปินที่นิยม รีพับลิกัน แทบไม่มีใครออกมาแต่งเพลงเพื่ออวยเขา

24 มีนาคม 2017 ดาวฮิป-ฮอป เคนดริค ลามาร์ ระเบิดใส่ ทรัมป์ ว่าเป็น “คนโง่” (chump) ในซิงเกิลใหม่ของเขา "The Heart Part 4" เขาเป็นหนึ่งในรายชื่อยาวเหยียดของศิลปินที่ไม่พอใจต่อผู้นำสูงสุดของอเมริกา

เดฟ เอ็กเกอร์ นักร้อง-นักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์ เคยไปฟังการหาเสียงของ ทรัมป์ ครั้งหนึ่งในมิถุนายน 2015 ทำให้เขาตัดสินใจว่า จะเป็นเวลาที่ดีที่จะพลิกฟื้นเพลงประท้วงทางการเมือง และต่อต้านไม่ให้ชายผู้นี้เข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจึงโทร หาศิลปินหลายราย โดยตั้งเป็นโครงการชื่อ 30 Days, 30 Songs ปล่อยเพลงทางสื่อดนตรีออนไลน์ (สปอตติไฟ และ แอปเปิล มิวสิค) วันละเพลงเป็นเวลา 1 เดือนก่อนหน้าวันลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดี เพลงแรกที่ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 10 ตุลาคม 2016 คือ “Million Dollar Loan” ของวง เดธ แค็บ ฟอร์ คิวตี้ส์

ส่วนใหญ่ศิลปินที่มาร่วมก็จะเป็นศิลปินอินดี้ที่มีฐานแฟนเพลงของตน แต่ก็มีศิลปินดัง อย่าง จิม เจมส์, เอมี มานน์ อาร์.อี.เอ็ม. ร่วมด้วย รายหลังมอบเพลงบันทึกสดที่ไม่เคยออกมาก่อนให้

แต่สุดท้าย โดนัลด์ ทรัมพ์ ได้เป็นประธานาธิบดีอย่างช็อกโลก และช็อคคนอเมริกันที่ไม่เห็นด้วย

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ามีศิลปินมากมายชิงชัง ทรัมป์ คือการนำเพลงของศิลปินไปใช้ในการหาเสียงโดยพลการ และแม้บางคนที่ได้รับการติดต่อขอใช้เพลง ก็ไม่ยินดีอนุญาตให้ใช้

มีศิลปินที่ไม่อนุญาตให้นำเพลงของพวกเขาไปใช้ทางการเมืองอยู่เสมอ แต่ไม่มีการเลือตั้งครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่กระตุ้นการประท้วงของศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ได้มากกว่า โดนัลด์ ทรัมป์เจ้าของท่าทีหยิ่งยโสโอหัง แสดงการต่อต้านผู้ลี้ภัย และคนอเมริกันต่างเชื้อชาติ ปากเสีย ฯลฯ ไม่เว้นกระทั่งศิลปินที่ไม่ใช่คนอเมริกันเอง

ทรัมป์ ใช้เพลงของ เดอะ โรลลิง สโตนส์ หลายเพลง ก่อนที่วงจะประกาศว่า “เดอะ โรลลิง สโตนส์ ไม่เคยอนุญาตให้การหาเสียงของ ทรัมพ์ ใช้เพลงของพวกเขา และขอให้หยุดใช้เพลงทั้งหมดทันที”

ต้นปี 2016 อเดล ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ไม่อนุญาตให้ ทรัมพ์ ใช้เพลง “Skyfall” และ “Rolling in the Deep” ในงานรณรงค์หาเสียงของเขา

ดี สไนเดอร์ ผู้นำวง ทวิสเต็ด ซิสเตอร์ส ซึ่งเคยสนิทกับ ทรัมป์ บอกกับวิทยุ ซีบีซี เรดิโอ เมื่อธันวาคม 2015 ว่า วงจะไม่ให้ ทรัมป์ เล่นเพลงของพวกเขาอีกต่อไป หลังจากที่เคยนำเพลง “I Wanna Rock” ไปใช้ในการหาเสียง

ทรัมป์ ล้มเหลวในการขอใช้เพลง “Rockin’ in the Free World” ของ นีล ยัง ไปใช้ ยัง กล่าวว่า “ผมเคยถูกขอให้อนุญาตให้ใช้เพลงของผมสำหรับผู้สมัครคนหนึ่ง ผมคงจะบอกว่าไม่”

อาร์.อี.เอ็ม. วงผู้บุกเบิกอัลเทอร์เนทีฟ ส่งสารไปยัง ทรัมป์ ว่า "Go fuck yourselves” (ขออนุญาตไม่แปล)

ศิลปินชั้นนำอื่นๆอีกมากมาย อย่าง จอห์น เลเจนด์, เลดี กากา, แคที่ เพอร์รี, เจนนิเฟอร์ โลเปซ, ไวเคลฟ ฌ็อง, คริส บราวน์, มาร์ค แอนโธนี่, เคลลี่ คลาร์คสัน, อาริอานา แกรนเด, สนูป ด๊อกก์ ฯลฯ นี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่เคยแสดงการต่อต้าน ทรัมป์ ทางสื่อโซเชี่ยลของพวกเขา

บรู๊ซ สปริงสทีน นับเป็นศิลปินขาใหญ่สุดที่ร้องเพลงโจมตี ทรัมป์ อย่างรุนแรง ในระหว่างช่วงเลือกตั้งปี 2016 สปริงสทีน ร้องว่า "Don't tell me a lie / And sell it as a fact” และ “I never put my faith / In a con man and his crooks."

แต่ผลที่ออกมาก็ชัดเจนว่า ดนตรีไม่มีพลังพอจะสู้กับการเมืองบ้าๆบอๆของ ทรัมป์ ซึ่งเลือกมาโดยคนอเมริกัน