การปรับครม. หลังจากเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปิดฉากลงจะเกิดขึ้นหรือไม่ ยังนับเป็น “เรื่องรอง” เพราะนาทีนี้ รัฐบาลของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและครม.ทั้งชุดต้องทุ่มเทกำลัง ไปกับการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย ทั้งประชาชน ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

แต่ถึงกระนั้นใช่ว่า ความเคลื่อนไหวการปรับครม. จะเงียบหายหรือ “สงบนิ่ง” ลงไปด้วยแต่อย่างใด เพราะอย่าลืมว่าลึกๆแล้วใช่ว่าความต้องการที่จะเข้ามานั่งในเก้าอี้รัฐมนตรี ของแกนนำแต่ละพรรคการเมืองที่อยู่ร่วมรัฐบาลจะลดน้อยถอยลงไป

ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่มีรายงานข่าวที่สะท้อนให้เห็นว่า นาทีนี้มีใครบ้างที่มีชื่อ ติดโผว่าจะได้รับการแต่งตั้งเข้ามานั่งในครม. โดยเฉพาะภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลเองที่ว่ากันว่า นี่คือช่วงเวลาสำหรับ “ว่าที่รัฐมนตรีคนใหม่” ที่เตรียมแต่งตัวรอ

การมีชื่อ “สุชาติ ชมกลิ่น” ประธานส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐและ “อนุชา นาคาศัย” แกนนำพรรค ในปีกกลุ่มสามมิตร ว่าจ่อคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว หลังจากที่เมื่อครั้งตั้งรัฐบาล “ประยุทธ์2/1” ทั้งสุชาติและอนุชา ต่างเป็นฝ่ายที่ต้อง “ยอมถอย”กันมาแล้ว !

เมื่อพลาดหวังจากครั้งที่แล้ว ย่อมหมายความว่าหากมีการปรับครม. ขึ้นมาจริง “โอกาส” น่าจะมาถึง “สุชาติ-อนุชา” เสียที

อย่างไรก็ดี ขณะที่ภายในพรรคพลังประชารัฐ กำลังเปิดหน้าส่งสัญญาณ ขอปรับครม. ทั้งทางตรงและทางอ้อมไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ กันอย่างต่อเนื่อง ปรากฎว่า พรรคประชาธิปัตย์เอง ซึ่งอยู่ในข่ายที่ส่อเค้าว่าอาจจะถูก “เกลี่ย” เก้าอี้รัฐมนตรี คืนหรือไม่

ยิ่งเมื่อล่าสุดพรรรประชาธิปัตย์ กลายเป็นพรรคที่ตกชั้นลงมาอยู่อันดับที่สาม ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค มีส.ส.จากอดีตพรรคอนาคตใหม่ ย้ายเข้ามาสังกัด อีก “9 คน” ทำให้พรรคภูมิใจไทย มีตัวเลขส.ส.อยู่ที่ 61 คน เพียงข้ามคืน

จึงทำให้สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสที่จะตกเป็นรอง ขึ้นมาทันตาเห็น ด้วยเหตุนี้จึงเห็นอาการร้อนลนจากบรรดาส.ส.และคนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดาหน้าออกมาแถลงข่าวไม่เว้นแต่ละวันในท้วงทำนองแข็งกร้าวว่า “ขวางสุดฤทธิ์” ไม่ยอมให้ มาล้ำเส้นโควต้า เก้าอี้รัฐมนตรีของประชาธิปัตย์

การปรับครม. จะเกิดขึ้นเมื่อใด ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเริ่มขยับอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด นาทีนี้ หากนายกฯยังไม่มีการปรับครม. แต่เลือกที่จะมุ่งแก้สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นหลัก

ก็น่าจะทำให้รัฐมนตรีทุกกระทรวง ที่กำกับดูแลงานเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน และรับมือกับโควิด-19ได้มีโอกาส “ทำผลงาน” เพื่อ “แก้มือ” ไปจนถึง “สะสมแต้ม” รักษาที่อยู่ที่ยืนเก้าอี้รัฐมนตรี ของตัวเองกันเอาไว้ให้เหนียวแน่น และแข็งแรงที่สุด เท่าที่จะยื้อกันเอาไว้ได้ !