สมบัติ ภู่กาญจน์

ผมนำเสนอ ‘วิธีการ’ ที่คนไทยในอดีต ทั้งพระและฆราวาส ท่านพยายามปกปักรักษาพระพุทธศาสนาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ถูกต้อง กันมาเมื่อตอนที่แล้ว ถึงคำถามที่ว่า

เพราะเหตุใด คน(ในยุคที่ท่านพูดถึง)จึงนิยมไปหาผีและกราบไหว้ผี แทนที่จะไปหาพระและกราบไหว้พระ?

อันเป็นคำถาม ที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งปุจฉาไว้ในคอลัมน์ที่ท่านเขียน

ซึ่งต่อไปนี้ ก็เป็นวิสัชนา คือส่วนของคำอธิบาย ที่ท่านเขียนต่อไปว่า

“ คำตอบนั้น ถ้าไม่หลอกตนเองแล้ว ก็เห็นจะต้องตอบว่า เพราะผีเป็นที่พึ่งของคนทุกวันนี้ ได้ยิ่งกว่าพระ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ตอบได้ว่า เพราะคนทุกวันนี้ โลภทรัพย์ โลภชื่อ โลภเสียง โลภอำนาจวาสนา และโลภชาติโลภภพเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็อยากได้ทรัพย์ อยากได้ยศ อยากได้ตำแหน่ง อยากได้ชื่อเสียง อยากมีอำนาจวาสนา

สิ่งเหล่านี้ทำให้ยึดติดในชีวิต เห็นว่าชีวิตนั้นมีความสุข

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ก็เลยไม่อยากตาย และกลัวความตายเป็นอย่างยิ่งด้วย

จนในที่สุด เมื่อปฏิเสธความตายไม่ได้เข้าจริงๆ ก็เกิดความโลภในชาติภพ คืออยากไปเกิดในชาติใหม่ ภพใหม่ ที่ดีเท่าเดิม หรือดีกว่าเดิม

คนเหล่านี้ไม่มีความมั่นใจในตนเองทุกคน เพราะมีความโลภเกินตัวอยู่ด้วยกันทั้งนั้น จึงต้องการที่พึ่ง”

ขออนุญาตเบรคสักนิดครับ เพื่อให้เราหยุดคิดว่า เราเห็นด้วยหรือไม่กับประเด็นความโลภนี้ ถ้าเห็นด้วย ทำไมเราไม่โฟกัสที่ความโลภ แล้วก็ใช้สติ-ปัญญา พิจารณากันถึงความโลภของมนุษย์ ที่มีอยู่ทุกวันนี้ ว่า มันเกิดขึ้นมีอยู่และจะทำให้มันลดน้อยถอยลงได้หรือไม่อย่างไร ฝากคิดแค่นี้แหละครับ และขอเชิญฟังความคิดของอาจารย์คึกฤทธิ์ต่อไปดีกว่า ซึ่งท่านได้เขียนต่อไปดังนี้

เมื่อเข้าไปพึ่งพระ แล้วท่านว่าอย่างไร?

พระท่านก็บอกว่า “ทรัพย์ก็ดี ชื่อเสียงก็ดี ยศตำแหน่งและวาสนาก็ดี ถ้ายังไม่มีอยู่ก็ไม่ควรไปแสวงหา หรือถ้ามีแล้วก็ไม่ควรที่จะไปยึดติด เพราะชาติและภพนั้น เมื่อมี
ขึ้นแล้วก็จะเป็นทุกข์ทั้งสิ้น อย่ามีเสียดีกว่า”

เมื่อถามท่านว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วจะให้ทำอย่างไร?

พระท่านก็บอกว่า “อย่าไปยึดอะไรทั้งนั้น ตัวกูของกูไม่มี และไม่ใช่ของจริง สิ่งที่ควรทำคือหาทางไปนิพพาน นั่นจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า”

เมื่อถามต่อไปว่า นิพพานดีอย่างไร? ท่านก็ตอบว่า ดีเพราะทุกอย่างจะสูญหมด ไม่มีอะไรเหลือที่จะทำให้เป็นทุกข์ได้อีกต่อไป

เมื่อได้คำตอบจากพระว่า ของที่ตนอยากได้ทุกอย่างเป็นของไม่ดี ใจคนที่ยังมีความโลภอยู่มาก ก็จะรับคำสอนนั้นไม่ได้

เมื่อคนส่วนใหญ่ยังกลัวตาย กลัวสูญ พระที่จะสอนแต่นิพพาน ก็จะทำให้ใจคนเหล่านั้นรับไม่ได้

แต่ถ้าเผื่อว่าไปหาผี ผีมันจะไม่พูดอย่างนั้น

ไปบอกผีว่าอยากได้ทรัพย์ ผีจะรับปากว่า จะหาให้

ไปบอกผีว่าอยากได้ชื่อเสียง อยากได้ยศตำแหน่งและอำนาจวาสนา ผีก็จะบอกว่าเป็นไรมี แล้วจะหาให้

ไปบอกผีว่า กลัวตายกลัวเจ็บกลัวไข้ ผีก็บอกว่าไม่เป็นไร เอายานี่ไปกินก็แล้วกัน แล้วจะไม่เจ็บไม่ไข้ และอาจจะไม่ตายด้วย เพราะมีบางคนเคยรอดตาย

ไปบอกผีว่าถึงจะตาย ก็ขอให้ได้ไปอยู่ในที่ดีๆ ผีก็บอกว่าเอาเงินมาฝากไว้เยอะๆซี รับรองว่าจะได้ไปเกิดในที่ดีๆได้แน่

สรุปแล้ว ผีตอบปัญหาของคนโง่ คนโลภ และคนหลงได้หมดทุกข้อ และเป็นที่พอใจของคนเหล่านั้นทั่วกัน

ผีก็เลยเป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้นไป เพราะเอาพระเป็นที่พึ่งไม่ได้

ถามว่า ทำไมพระจึงเป็นที่พึ่งไม่ได้ ตอบได้ว่า เพราะพระสมัยนี้ ท่านชอบเอาความจริงที่คนยากจะยอมรับมาสอน คนก็เลยต้องเตลิดไปหาผี

ถ้าจะถามต่อไปว่า แล้วพระที่ยังมีคนนับถืออยู่เล่าเป็นอย่างไร? เพราะเห็นบางวัด ก็มีคนขึ้นมากมายเหลือเกิน จนสร้างโบสถ์วิหารศาลาการเปรียญได้โตใหญ่ ยิ่งกว่า
วัดที่อยู่มานานแล้วเป็นร้อยๆปี

ขอตอบว่า เพราะพระที่มีคนนับถือมากๆเช่นนั้น ท่านเป็นผีเสียเอง หรือมิฉะนั้น ท่านก็ตอบปัญหาของคนและสอนคน อย่างที่ผีมันชอบสอนชอบตอบปัญหา และคนที่ฟังก็พอใจ

ดูๆไปแล้ว ปัญหาทุกวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่คนไปนับถือผีมากกว่านับถือพระ เพราะเรื่องนั้นเป็นปลายเหตุ

เพราะในความเห็นผมนั้น ผมเห็นว่าตัวปัญหาอยู่ที่ ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้พระกลายเป็นผีไปเสียเอง

และทำอย่างไร จึงจะให้พุทธบริษัทแยกแยะธรรมะของพระพุทธเจ้าออก ได้ชัดเจน ว่าคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นมีหลายกลุ่มหลายระดับ

แล้วก็สอนธรรมะนั้นไปตามลำดับ หรือให้ตรงกับภูมิปัญญาของคน”

ข้อเขียนทั้งหมดจบลงแค่นี้

นี่คือ หนึ่งในการ ‘วิพากษ์วิจารณ์พระ’ ที่ทั้งพระและฆราวาสในอดีต ท่านเคยทำและพยายามทำกันมา

ขอย้ำว่า ขณะนั้นคือปีพุทธศักราช 2515 ซึ่งอรุณรุ่งของ ‘สำนักผี’ และ ‘วัดที่เริ่มจะร่ำรวยใหญ่โต’ เริ่มปรากฏขึ้นในสังคมไทยแล้ว พุทธศาสนิกชน ที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ น่าจะเป็นความไม่ถูกไม่ชอบ ก็กำลังพยายามหาทางอย่างยิ่งที่จะ ยับยั้งป้องกัน

นับจากนั้นมาถึงทุกวันนี้ เวลาผ่านมา 45 ปี สองสิ่งนี้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไรแค่ไหน? และทุกวันนี้ ใครควรจะเป็นผู้ให้สติแก่มนุษย์ในเรื่องของ ความโลภ?

เป็นประเด็นที่เราน่าจะ ‘คิดและพิจารณา’ พุทธ กันต่อไปไหมครับ?