การเมืองของมาเลเซียเกิดจุดหักเหสำคัญ เมื่อนายมหาธีร์ โมฮาหมัด ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ แต่ยังคงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เสนอตัวเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลปรองดอง และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง

เมื่อพูดถึงรัฐบาลปรองดอง ทำให้คิดถึงการเมืองไทย ที่มีการเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลปรองดองเกิดขึ้นหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระเพื่อผ่าทางตันทางการเมืองในขณะนั้นๆ แม้กระทั่งหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่การจัดตั้งรัฐบาลผสมเป็นไปอย่างล่าช้าก็มีการเสนอทางออกนี้

แต่ข้อเสนอตั้งรัฐบาลปรองดอง มักจะถูกปฏิเสธ ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง

ในขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยยามนี้ มีความเคลื่อนไหวสำคัญ หลังจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่ถูกย่อยสลายไปภายหลังคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 16 คนต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปีและกำลังจะถูกดำเนินคดีอาญาตามมา

เกิดการเคลื่อนไหวอภิปรายนอกสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่การอภิปรายในสภา อดีตส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่ทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เน้นย้ำความเป็นส.ส.ของพรรคที่มีประชาชนเลือกตั้งเข้ามา 6 ล้านเสียงและถูกยุบพรรค ที่สำคัญคือกระแสตื่นตัวของบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆจัดการชุมนุมรวมตัวแสดงพลัง หรือ แฟลชม็อบ ชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการ

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนี้ เป็นที่น่าสนใจว่าจะสามารถ “จุดติด” สร้างแนวร่วมได้มากน้อยแค่ไหนและจะบานปลายเหมือนเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง หรือ “ม็อบฮ่องกง” หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่แฟลชม็อบที่มาชุมนุมแสดงพลังแล้วสลายตัวแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

นักวิเคราะห์จึงมองว่า ไม่ควรเอาน้ำมันราดบนกองไฟ แต่ควรปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวแสดงออกกันอย่างเต็มที่ โดยเฝ้าระวังการแทรกแซง หรือสร้างสถานการณ์ของมือที่สามเรื่องความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างเงื่อนไข

ทว่าตัวแปรที่จะสนับสนุนให้การเคลื่อนไหวยกระดับไปสู่การกดดันรัฐบาลนั้น ที่น่าเป็นห่วงกลับอยู่ที่ความเปราะบางต่อปัญหาปากท้องของประชาชน ความอดทนอดกลั้น จากภาวะเศรษฐกิจ ที่นับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลงทุกขณะ

ทั้งนี้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว งบลงทุนต่างๆจากโครงการของภาครัฐ คือความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ ผนึกกับมาตรการต่างๆที่รัฐบาลจะต้องเตรียมอัดฉีดลงไปในระบบ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อรัฐบาลได้ดีที่สุด

กระนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสุ่มเสี่ยงและหวั่นวิตกว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง แม้จะยังไม่มีใครพูดถึงรัฐบาลปรองดองขึ้นมาเวลานี้ เนื่องจากอาจมองเห็นประโยชน์จากความขัดแย้งมากกว่าความปรองดอง

แม้จะไม่มีรัฐบาลปรองดอง แต่เราเห็นว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหยิบผลการศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรยจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความปรองดองชุดต่างๆออกจากลิ้นชัก ขึ้นมาปัดฝุ่นและดำเนินการตามข้อเสนออย่างจริงจังและจริงใจเพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน