คนข้างวัด / อุทัย บุญเย็น

คำว่า “ส่งสการ” หมายถึง “ไว้อาลัยด้วยเครื่องสักการบูชา” เป็นคำพูดของชาวอีสานในบางพื้นที่ (บางจังหวัด) ในการนำศพไปฝัง (หรือเผา) ที่วัด บางพื้นที่ใช้คำว่า “ออกป่า” ฯลฯ

ในสมัยก่อน ศพของคนตายมักจะนำไปฝังที่ป่าช้า หรือนำไปเผาบนจิตกาธาน (กองฟอน) ซึ่งมักจะเป็นที่ท้ายวัด

ส่วนศพคนจีน นิยมฝังโดยวิธีก่อดินขึ้นที่สุสาน ซึ่งบริเวณต่างหาก (ศพฝรั่งและแขกมุสลิม ก็นิยมฝังดิน)

น่าสังเกตว่า นับแต่ประเทศไทยหันมาตื่นตัวทางเศรษฐกิจ หารายได้เข้ารัฐด้วยการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง และหลังจากประเพณี “ตรุษจีน” ของคนไทยเชื้อสายจีนซบเซาไป มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย ประเทศไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่เรียกว่า “นิกส์” “ประเพณีสงกรานต์ของไทยก็คึกคักขึ้นมา และดูเหมือนรัฐบาล (ทุกรัฐบาล) ในระยะหลังก็มีนโยบายส่งเสริมประเพณีสงกรานต์กันเป็นพิเศษ ด้วยการประกาศให้มีวันหยุดยาว (หยุดราชการและหยุดงานภาคเอกชน) หลายวัน ประมาณ 5-7 วัน

จำได้ว่า ก่อนประเพณีสงกรานต์จะมาคึกคักเป็นพิเศษเมื่อถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร กรุงเทพฯ (และเมืองใหญ่ๆ) ซึ่งเจ้าของร้าน เป็นคนจีนเป็นส่วนมาก ก็จะปิดกิจการไปเที่ยวกันหมด ทำให้เมืองทั้งหลายกลายเป็นเมืองร้างไปในพริบตา เฉพาะกรุงเทพฯเห็นได้ชัดคือถนนว่างเปล่า ไม่มีรถวิ่ง จนตลอดช่วงตรุษจีน

ปัจจุบัน เทศกาลตรุษจีนเงียบเหงา ไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ แต่เทศกาลสงกรานต์มาแทนที่เทศกาลตรุษจีน

ในกรุงเทพฯ (และเมืองใหญ่) เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ร้านรวงทั้งหลายปิดกิจการชั่วคราว บนถนนไม่มีรถวิ่ง ร้านอาหารต่างๆ ก็ปิดชั่วคราว หาอาหารกินยาก บ้านเมืองกลายเป็น “เมืองร้าง” ในพริบตา ไม่ต่างอะไรกับเทศกาลตรุษจีนสมัยก่อน

ชาวโรงงาน (และแม้แต่ คนทำงานตามร้านข้างถนนทั่วไป) ต่างออกเดินทางไปยังบ้านเกิดของตน เฉพาะที่กรุงเทพฯเห็นได้ชัด คือ สถานีรถไฟและสถานีรถโดยสาร อย่างหัวลำโพงและหมอชิต คับคั่งไปด้วยชาวต่างจังหวัดซึ่งเดินทางไปฉลองเทศกาลสงกรานต์ที่ต่างจังหวัด (ส่วนมากเป็นบ้านเกิดของตน)

ทั้งรถไฟและรถยนต์ ไม่มีที่นั่ง แม้จะซื้อตั๋วจองล่วงหน้าก็ตาม

รายได้เข้ารัฐ จากการเดินทางในเทศกาล เป็นกอบเป็นกำ เรียกว่า รายได้จากการท่องเที่ยว

แต่พร้อมกันนั้น ก็มีรายงานเป็นสถิติอุบัติเหตุในแต่ละเทศกาล (โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์) ออกมาเขย่าขวัญมีอุบัติเหตุ (ในแต่ละเทศกาล) เป็นพัน มีคนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ สูญเสียอวัยวะเป็นพันราย

และมีคนตายจากอุบัติเหตุทางรถ เทศกาลละไม่น้อยกว่า 300 คน (รวมๆ 400คน)

เทศกาลใหญ่ๆ ที่รัฐบาลประกาศหยุดยาว มี 2 เทศกาล คือ เทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลปีใหม่ ในแต่ละเทศกาลมีคนตายจากอุบัติเหตุทางรถ ปีละเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยคน และมีคนได้รับบาดเจ็บเป็นคนพิการอีกมากมาย

ถ้านับรวมกับวันหยุดยาว (หยุดราชการและหยุดงานหลายวัน) ในวาระพิเศษต่างๆ อีก ซึ่งส่งเสริมโดยรัฐบาลก็นับศพได้ปีละเป็นพันศพ และคนพิการจากอุบัติเหตุอีกมากมาย

จึงใช้คำว่า “ทำใจส่งสการ” คือ เมื่อถึงเทศกาลอย่างเทศกาลสงกรานต์ ก็ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าว่า จะมีคนตายจากการเดินทางในเทศกาลจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 300 คนเป็นอย่างน้อย!)

เป็นตัวเลขที่มากพอๆ กับจำนวนคนตายจากโรคระบาดและดูเหมือนจะมากกว่าจำนวนคนตายในยามสงครามและการจลาจล(ทางการเมือง)ด้วยซ้ำ

ดูเหมือนรัฐบาลทุกรัฐบาลก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับการเกิดอุบัติเหตุในเทศกาล มีคนตายและมีคนพิการจากอุบิตเหตุแต่อย่างใด

ดูเหมือนรัฐบาลยังพอใจกับการนับเงินจาก “การท่องเที่ยว” ในเทศกาลกันดีอยู่

ซึ่งก็เป็นเงินจากแรงงานของคนในชาตินั่นเอง!

เชื่อว่า ในเทศกาลใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดหรือในชนบท มีเงิน(รายจ่าย) สะพัดมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นค่าเหล้าเบียร์ และอาหารการกิน ซึ่งใช้จ่ายโดยคนที่ไปขายแรงงานนั่นเอง

เท่ากับว่า รายได้ของรัฐที่เป็นรายได้จากการท่องเที่ยวในเทศกาลเป็นรายได้จากการขายประเพณี และเป็นรายได้จากคนขายแรงงานหรือขายความจนนั่นเอง!

ฟังจากคำบอกเล่าที่บ้านนอก ก็สะท้อนใจ คุณตาคุณยายบางบ้านบอกว่า เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ก็ต้องเตรียมเป็นหนี้ร้านเหล้า และเตรียมสีข้าวเตรียม หอม กระเทียม ฝากลูก และมีหลายบ้าน ได้รับข่าวร้ายจากลูกที่ได้รับอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง แทนที่จะได้ฉลองเทศกาลกับลูกๆกลับเป็นเทศกาลแห่งความทุกข์ทรมานของคุณตาคุณยายและญาติพี่น้อง

เทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ก็คงเหมือนเดิม จะได้เห็นผู้คนคับคั่งที่สถานีรถไฟและที่หมอชิต หลังจากนั้นก็จะเป็นตัวเลขหรือสถิติคนตาย-คนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในการเดินทาง ซึ่งคล้ายกับแข่งกันทำสถิติอุบัติเหตุในแต่ละจังหวัดเหมือนเดิม

แม้จะมีการยกย่องจังหวัดที่ลดจำนวนอุบัติเหตุได้มากกว่าเพื่อน แต่ก็รายงานจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดเช่นกัน

แล้วก็รายงานอุบัติเหตุและจำนวนคนตาย-คนบาดเจ็บให้ใจหายในทุกเทศกาล

ดูเหมือนผู้นำประเทศจะแสดงความไม่พอใจในตัวเลขแสดงอุบัติเหตุทุกครั้ง แต่ก็มีนโยบายส่งเสริมประเพณีให้คนไปตายและบาดเจ็บไม่เคยหยุดยั้ง

ก็เลยมาคิดว่า ถ้ารัฐบาลตั้งใจจริงที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในเทศกาล ก็จะต้องไม่เห็นแก่เงินหรือเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างที่เป็นอยู่ รัฐบาลจะต้องไม่ “ขายประเพณี” เป็นรายได้เข้ารัฐจะต้องหาวิธีไม่ทำให้เทศกาลต่างๆเกิดความคับคั่งล้นหลามอย่างที่เป็นอยู่ อยากให้รัฐบาลมีนโยบายชัดๆ และมีวิธีทำงานไม่ให้มีการ “หยุดยาว” ตรงกัน ทั้งฝ่ายราชการและเอกชนมีการออกประกาศที่ส่งเสริมให้มีการหยุดราชการและปิดงาน (ของเอกชน) อย่างมีระบบ

ซึ่งรัฐบาลน่าจะทำได้

รัฐบาลอาจจะส่งเสริมประเพณีสงกรานต์ ให้คนกลับต่างจังหวัดได้ แต่ควรจะมีวิธีส่งเสริมให้การเดินทางของคนไม่ตรงกันได้ เช่น อาจจะใช้สิทธิลาหยุดงานเพื่อประเพณีในโอกาสอื่นๆ ได้เท่ากับจำนวนวันหยุด งานในเทศกาลของคนอื่นได้ เป็นต้น

การปกครองของไทย เป็นระบบ “รวมศูนย์อำนาจ คือมีรัฐบาลกลางเป็นผู้ใช้อำนาจด้านต่างๆ เช่นมีนโยบายต่างๆ ออกกฎหมายให้คนในชาติปฎิบัติตาม เป็นต้น เมื่อมีอะไรที่ไม่พึงปรารถนาก็ต้องแก้ไขจากรัฐบาลกลาง

เมื่อรัฐบาลเห็นว่า ประเพณีต่างๆ ใช้ในชาติเป็นสิ่งดีงามก็ส่งเสริมประเพณีนั้นๆ ให้ผู้คนในชาติได้รับประโยชน์จากประเพณี แต่เมื่อประเพณีก่อความเสียหายหรือให้ทุกข์ให้โทษแก่คนในชาติก็ต้องแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ด้วยนโยบายหรือด้วยกฎหมาย ตามที่เห็นสมควร ถ้าเห็นว่า ก่อความเสียหายให้แล้วยังขืนส่งเสริมยิ่งขึ้น ก็แสดงว่ารัฐบาลจงใจให้เกิดความเสียหายอย่างนั้น คงจะโทษประเพณีไม่ได้ต้องโทษรัฐบาลที่ไม่ปรับปรุงแก้ไข หรือมีนโยบายแก้ไขให้ดีขึ้น

นึกถึงเรื่องนี้ก็คิดไปถึงการ “จับ” พระเถระขังคุก ด้วยความผิดเรื่อง “เงินทอนวัด” ที่มีการลงโทษพระเถระชั้นรองสมเด็จหลายรูป ผมเห็นว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลที่เป็นเจ้าของนโยบาย ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายให้เกิด “เงินทอนวัด” ได้ง่ายๆ พระเถระก็จะไม่ถูกลงโทษได้ง่ายๆ อย่างนั้น ผมเห็นว่า งานที่จะถูกลงโทษอย่างนั้นเป็นงานในระดับผู้ปฏิบัติการ ไม่ใช่ระดับผู้บริหารซึ่งมีแต่ลายเซ็นอนุมัติเท่านั้น

รัฐบาลไม่เข้าใจระบบการทำงานของวัด ซึ่งระดับผู้บริหารเห็นเจ้าอาวาสหรือพระเถระชั้นรองหรือสมเด็จ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติการเป็นแต่เพียงผู้เซ็นรับทราบหรือผู้อนุมัติ คนทำงานหรือผู้ปฏิบัติการ ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ เมื่อจะลงโทษความผิดพลาดใดๆ ควรจะมีการตรวจสอบให้ดี ให้ผู้บริหารรับโทษทันทีอย่างที่ทำอยู่ โดยพระเถระระดับรองสมเด็จ(หรือสมเด็จ) ล้วนแต่มีประวัติที่ได้รับพระราชทานรับรอง ถ้าลงโทษท่านโดยพลการ (อำนาจ)ง่ายๆ ก็ย่อมเป็นการขัดแย้งกับประวัติของพระเถระที่ได้รับพระราชทานรับรองอย่างดีมิใช่หรือ?

เขียนถึง “เงินทอนวัด” เพราะนึกถึงการศึกษาแผนกปริยัติสามัญของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งผมเห็นว่ารัฐบาลควรจะมีการประเมินผลได้แล้ว ว่ามีความจำเป็นต้องมีต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่คิดแต่ด้านลงโทษเงินทอนวัดอันเกิดจากจำนวนนักเรียน (สามเณร) ที่ลดลงเรื่อยๆ จนเป็นเหตุให้วัดต้องหาวิธีโกงจำนวนนักเรียนเพื่อรักษาโรงเรียนและชีวิตครู ผมเห็นว่ารัฐบาลควรมีการประเมินผลได้แล้ว แล้วใช้ “อำนาจรวมศูนย์” ของรัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนปริยัติสามัญเสียที เพื่อไม่ให้พระผู้ใหญ่ต้องรับโทษ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างที่เป็นอยู่แต่ดูเหมือนรัฐบาลไม่เคยเอะใจเรื่องนี้เลย คิดแต่จะหาความผิดเพื่อลงโทษพระสงฆ์องค์เจ้า ให้เป็นที่สะเทือนใจแก่ชาวพุทธทั่วไป

เช่นเดียวกับประเพณีสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงอีกรอบหนึ่ง รัฐบาลคอยแต่จะนับศพในเทศกาล ไม่คิดแก้ไขต้นเหตุของปัญหาแต่อย่างใด!

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน