สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ยังน่าเป็นห่วง โดยมีรายงานพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากใน อิหร่าน อิตาลี และเกาหลีใต้

องค์การอนามัยโลก โดยนายเทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ แถลงว่าจุดสูงสุดของการระบาดในจีนเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มกราคม ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์หลังจากนั้น จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ลดลงมาเรื่อยๆ

นายเทดรอสกล่าวว่าไวรัสตัวนี้ สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ยังชื่นชมประเทศจีน ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อที่รุนแรงกว่านี้ ด้วยมาตรการปิดกั้นและกักกันครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในและใกล้พื้นที่ศูนย์กลางการระบาด

ขณะเดียวกันนายเทดรอสได้แสดงความวิตกกังวลรายงานการพบผู้ป่วยรายใหม่จำนวนมากใน อิหร่าน อิตาลี และเกาหลีใต้
ในขณะที่ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และมีมติประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 ลำดับที่ 14

จากโรคติดต่ออันตราย 13โรค ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ 1.กาฬโรค 2.ไข้ทรพิษ 3.ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก 4.ไข้เวสต์ไนล์ 5.ไข้เหลือง 6. โรคไข้ลาสซา 7.โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 8.โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 9. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 10.โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา11.โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์ส 12.โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส และ13.วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก

ซึ่งตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ระบุไว้ว่า กรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนคณะกรรมการโรคติดต่อมีอำนาจสั่งปิดสถานที่ หรือสั่งให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคหยุดการประกอบอาชีพชั่วคราว และสั่งห้ามผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคเข้าไปในสถานที่บางแห่ง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าการประกาศให้โควิด-19เป็นโรคติดต่อร้ายแรงลำดับที่ 14 เพราะต้องการให้คนตระหนักมากขึ้น และให้ความร่วมมือเพื่อยับยั้งซูเปอร์สเปรดเดอร์ คือบุคคลที่สามารถแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้จำนวนมากในครั้งเดียว เหมือนกับเกาหลีใต้ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการบังคับผู้เข้าข่ายติดเชื้อให้มาตรวจที่โรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการประกาศเป็นโรคร้ายแรงที่ 14 แต่การแพร่ระบาดในประเทศไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 คือเริ่มมีการติดเชื้อจากคนสู่คนภายในประเทศ ยังไม่ถึงระยะที่ 3อย่างที่เป็นข่าวออกมา ทั้งนี้การประกาศครั้งนี้จะทำให้เจ้าหน้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ และให้อำนาจฝ่ายปกครองดำเนินหน้าที่ได้อย่างรอบคอบรัดกุมมากขึ้นตามอำนาจของกฎหมาย

ดังนั้น แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ในประเทศไทย จะอยู่ในระยะที่ 2 แต่เพื่อความไม่ประมาทเพื่อให้ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพ เด็ดขาดมากขึ้น จึงต้องอาศัยอำนาจตามประกาศนี้

ในทางกลับกันประกาศดังกล่าว จะสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีปฏิบัติการการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดและรัดกุม ก็จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสข่าวปลอมที่ซุ่มโจมตีอย่างไม่ลดละ

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน