เสือตัวที่ 6

เหตุการณ์ความรุนแรงใจกลางเมืองโคราช เมื่อวันเสาร์ที่ 8-9 ก.พ. 63 ที่ผ่านมา กระตุกความสนใจของผู้คนในสังคมนี้ทุกกลุ่มคนว่า ภัยคุกคามร้ายแรงจากการก่อเหตุร้ายในชุมชนเมืองของประเทศนี้ พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แม้วันที่เกิดเหตุที่โคราชล่าสุดดังกล่าว จะเป็นวันมาฆบูชา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของคนไทยทั้งประเทศ แต่การไล่ยิงไล่ล่าฆ่ากันเองของคนที่มีอาชีพทหารที่มีต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งใดๆ กับผู้ก่อเหตุครั้งนี้ กลับเกิดขึ้นอย่างสยดสยอง กระทบต่อความรู้สึกทางจิตใจคนไทยตราบนานเท่านาน นั่นย่อมหมายความว่า ความมั่นคงและความปลอดภัยในสังคมไทยนับจากนี้ จะไม่มีวันนิ่งนอนใจในความเป็นเมืองพุทธอย่างที่พวกเราเคยเข้าใจรับรู้กันมา

หากย้อนเหตุร้านในลักษณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ จะเห็นได้ว่า เคยเกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งยุโรปและอเมริกา เช่น ที่ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน สหรัฐฯ รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซีย หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ก็เคยเกิดเหตุลักษณะนี้ อย่างเหตุระเบิดที่ศาลท่านท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ที่มีคนร้ายลอบนำระเบิดแสวงเครื่องไปวางไว้เพื่อจุดระเบิด ทำลายชีวิตผู้คนที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งส่วนตัวแต่อย่างใดไปเป็นจำนวนมากอย่างโหดเหี้ยม

และบทเรียนที่โคราชครั้งล่าสุดนี้ ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงกำลังซึมซับเข้าไปในคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย แม้กระทั่งกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มคนที่มีวินัยสูงสุดกว่ากลุ่มคนในอาชีพอื่น ที่เรียกว่า ทหาร ทั้งยังบ่งชี้ว่า การเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ อย่างบ้าคลั่ง ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่เว้นกระทั่งสตรี เด็ก หรือคนชรา ทุกคนมีโอกาสเท่าๆ กันที่จะตกเป็นเหยื่อในความบ้าคลั่งนี้ ทั้งยังสามารถลงมือได้ทุกเวลา ซึ่งไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้า แต่ยังรวมไปถึงสถานที่ที่ประชาชนไปรวมตัวทำกิจกรรมเป็นจำนวนมากด้วย หรือกระทั่งในสถานศึกษา หรือในโรงเรียน โรงแรม ชุมชนชนบททั่วไป หรือตามท้องถนน

บทเรียนที่โคราชครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการรักษาความปลอดภัย รักษาชีวิตผู้คนในสังคมไทยในสถานที่ใหญ่ๆ ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งและมีความเร่งด่วนสูงสุดที่จะต้องมีการถอดบทเรียน เพื่อหามาตรการในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ให้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา มาตรการรักษาชีวิตผู้คนในสถานที่มีมีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เคยทำมาแล้ว จนออกเป็นกฎหมาย ใช้บังคับผู้ประกอบการใหญ่ๆ เหล่านั้น ต้องปฏิบัติตามภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา เช่น มาตรการในการป้องกันชีวิตผู้คนในอาคาร เมื่อเกิดไฟไหม้ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนภัย โดยระบบตรวจจับควันไฟ ระบบน้ำดับไฟในอาคารสูงที่ต้องทำงานอัตโนมัติ ทางหนีฉุกเฉิน และบันไดหนีไฟ ที่ทุกอาคารต้องจัดไว้ให้มีอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบแจ้งเตือนไปที่สถานีดับเพลิงในพื้นที่ที่จะต้องมีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาดำเนินการระงับเหตุร้ายได้ทันท่วงที หรือในต่างประเทศที่มักเกิดภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหว ประเทศเหล่านั้น ก็จะมีมาตรการในการป้องกันชีวิตผู้คนในประเทศของเขาอย่างมืออาชีพ

แม้แต่ในสถานศึกษา หรือในห้างสรรพสินค้าของประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้คนในสังคมประเทศนั้น จะได้รับการปลูกฝังความตระหนัก และตื่นรู้การปฏิบัติเมื่อเกิดภัยทางธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์ อาทิเช่น การมีคนร้ายที่บ้าคลั่งและก่อเหตุกราดยิงคนทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้านั้น ในแต่ละอาคารร้านค้า จะมีห้องนิรภัย ไว้เป็นที่รักษาชีวิตคนของพวกเขา และเตรียมสิ่งจำเป็นไว้ในห้องเพื่อดำรงชีวิตไว้ให้ได้ในระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาระงับเหตุร้าย ทั้งทุกอาคาร จะต้องมีแผนผังในอาคารไว้อย่างชัดเจน ตลอดจนห้องควบคุมระบบน้ำ ไฟส่องสว่าง ระบบห้องนิรภัย และระบบกล้องวงจรปิดทั่วอาคาร รวมทั้งต้องจัดให้มีผู้จัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของอาคารประจำอยู่ตลอดเวลาที่สถานที่นั้นๆ เปิดทำการ และพร้อมให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้เจ้าหน้าที่จะได้ใช้ประโยชน์ในการเข้าไประงับเหตุได้เร็วที่สุด

เหล่านี้ คือสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด ภายใต้การกำหนดนโยบายของระดับชาติ รวมทั้งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวข้างต้นให้มีผลทางบังคับ ตลอดจนต้องแสวงหาความร่วมมือกับการศึกษา ภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน ในการให้ความรู้ความเข้าใจในมหันตภัยใกล้ตัวของทุกคนในสังคมไทย ได้ตื่นรู้ร่วมกันในการเป็นส่วนหนึ่งของชาติ ในการเข้าเผชิญกับคนบ้าคลั่ง หรือผู้ก่อการร้ายใดๆ คลอดจนคนที่อาจเลียนแบบพฤติกรรมที่รุนแรงดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการสูญเสียผู้คนในสังคมประเทศให้น้อยที่สุด หากเหตุร้ายไม่ว่าจะด้วยคนกลุ่มใดหรือด้วยสาเหตุแรงจูงใจใดๆ

และคงไม่ใช่เวลาที่สังคมไทยจะกล่าวโทษกัน ต่อความเลวร้ายที่ผ่านมาในเมืองโคราช หากแต่ควรนำความผิดพลาดของพวกเราในสังคมนี้ มาเป็นบทเรียนสำคัญในการแสวงหามาตรการในการระงับยับยั้งความเลวร้าย สร้างสูญเสียทั้งชีวิตและจิตใจคนไทยไปตราบนานเท่านานจนยากที่จะลืมเลือนได้ และควรเร่งสร้างความตระหนักรู้และหาทางป้องกันความเลวร้ายรุนแรงในสังคมไทย ไม่ให้ถูกหล่อหลอมจนเป็นสังคมที่นิยมการแก้ปัญหา หาทางออกด้วยวิธีรุนแรงและไร้เหตุผล โดยสังคมไทยทุกระดับชั้น ทุกกลุ่มคน ทุกสาขาอาชีพ ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน หล่อหลอมให้ผู้คนในสังคมนี้ นิยมหาทางออกด้วยสันติวิธี และหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นอีก สังคมไทย จะต้องมีมาตรการในการระงับ ยับยั้งเหตุร้ายนั้นๆ ให้ได้โดยเร็ว

ด้วยเหตุกราดยิงอย่างบ้าคลั่ง เพียงคนร้ายเพียงคนเดียว ยังฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปไดถึง 30 คน อย่างยาวนานข้ามวันข้ามคืนกว่าจะระงับเหตุร้านได้ ซึ่งนั่น คงไม่ใช่เหตุร้ายเป็นครั้งสุดท้ายในสังคมไทย เพราะที่ผ่านมา สังคมไทยได้ส่งสัญญาณอันตรายมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเหตุร้ายจากคนหัวร้อนบนท้องถนน การฆ่ายกครัวของหัวหน้าครอบครัว การทะเลาะวิวาทตามสถานที่ต่างๆ อย่างป่าเถื่อนและไร้เหตุผล จนมาถึงเหตุปล้นฆ่า 3 ชีวิต บาดเจ็บ 4 ที่ร้านทองเมืองลพบุรี ด้วยคนที่น่าจะมีวุฒิภาวะ แล้วตามมาติดๆ ด้วยการกราดยิงคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ ของคนร้ายกับคู่กรณีไปถึง 30 ชีวิต และนั่น กำลังมีคนที่จิตอ่อน และนิยมความรุนแรงเป็นพื้นฐาน กำลังเรียนรู้และซึมซับปรากฏการณ์เหล่านั้นอย่างซึมลึก และเมื่อใดที่ทุกอย่างพร้อมและเงื่อนไขเอื้ออำนวย ความรุนแรงอย่างนั้น ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกอย่างไม่ต้องสงสัย เหล่านี้ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงที่คนไทยทุกชีวิตต้องตระหนัก โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบต่อการบริหารบ้านเมือง

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน