ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กองทัพบก ที่จะมีการทุบหม้อข้าวตัวเอง

จะมีการผ่าตัดรายได้ที่เป็น เงินนอกงบประมาณ ของกองทัพบกเป็นครั้งแรก

จากเดิมที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องมาตลอดหลายทศวรรษ

แต่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ได้แปลงวิกฤติเป็นโอกาส

ใช้วิกฤติที่เกิดเหตุจ่าทหารปล้นปืนในค่ายไป ยิงผู้บังคับกองพันและออกไปกราดยิงประชาชน จนเสียชีวิต รวม 30 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก กลางเมืองโคราช ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปผ่าตัด กองทัพ

ที่ ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในความกล้าของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่ไม่มี ผบ.ทบ. คนใดเคยทำมาก่อน

ประกอบกับการ หลั่งน้ำตา หลายครั้ง ในการแถลงข่าว ก็เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม ให้มาอยู่ที่ตัว พล.อ.อภิรัชต์

จนทำให้กระแสเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกแผ่ว เบาลงไป หลังบิ๊กแดง ยืนกรานไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดจากปัญหาส่วนตัวและเป็นการก่ออาชญากรรม หาได้เกิดจากความผิดพลาดทางการทหารที่เกิดจากการสั่งการ ของ ผบ.ทบ.ไม่

ต้นเหตุปัญหาอย่างหนึ่งคือ “จ่าทหาร” ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติ และความไม่ชอบมาพากลในโครงการจัดซื้อบ้านสวัสดิการทหาร

พล.อ.อภิรัชต์ จึงใช้ประเด็นเรื่องบ้านพัก มาเป็นเหตุผลในการประกาศ ไล่ นายทหารที่เกษียณราชการแล้วแต่ไม่ยอมย้ายออกจากบ้านพักหลวง ให้คืนบ้านหลวงและย้ายออกภายในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

รวมทั้งนายทหารที่ย้ายออกจากกองทัพบกไปอยู่หน่วยงานอื่นแล้วด้วย เพื่อที่จะให้นายทหารคนอื่นเข้ามาพักอาศัยแทน จะได้มีเงินเก็บไว้ซื้อบ้านก่อนที่จะเกษียณราชการ

ที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเพราะถูกตีความสะเทือนไปถึงพี่น้อง3 ป.บูรพาพยัคฆ์ “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” ที่เป็นอดีต ผบ.ทบ. ที่ยังคงอาศัยอยู่ ในพื้นที่ ร.1รอ.

แม้ “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จะไม่ได้พักที่ บ้าน ร.1 รอ. แล้ว เพราะมีบ้านส่วนตัวอยู่ที่มีนบุรี แต่เพราะได้จัดตั้ง มูลนิธิอนุรักษ์ ป่ารอยต่อ 5 จว.ภาคตะวันออก ขึ้น และแยกออกจากพื้นที่ ร.1รอ.

แต่ ก็ยังเป็นที่พักในเวลากลางวันและเป็นที่ประชุมหารือ ทั้งงานราชการ และงานของมูลนิธิจนถึงงานส่วนตัว ณ ที่นี่

ส่วน “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ขยับขยายทยอยออกไปอยู่บ้านพักส่วนตัว ย่านพุทธมณฑลแล้ว

ก่อนที่จะมีรายงานยืนยัน จากกองทัพบก ว่า มีข้อยกเว้นสำหรับ นายทหารเกษียณ ที่เป็น นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา และองคมนตรี เพราะยังทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อ

โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังจำเป็นต้องอยู่ในค่ายทหาร เพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็น ผบทบ. และรัฐประหาร เป็น หัวหน้าคสช. จนมาอยู่ในฐานะผู้นำประเทศ

อีกทั้งยังดำรงตำแหน่ง รมว. กลาโหม ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายทหารอีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการจัดระเบียบเรื่องบ้านหลวงไม่สามารถทำได้ เพราะมีความเกรงใจ และให้เกียรติอดีตบิ๊กทหารที่เกษียณราชการแต่บ้านใหม่ยังสร้างไม่เสร็จบ้างหรือ ไม่อยากย้ายไปอยู่ข้างนอกบ้าง ไม่ชินบ้าง

แต่มาในยุคนี้ พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ใช่เป็นแค่ ผบ.ทบ. แต่ยังสวมหมวกผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 ( ผบ.ฉก.ทม.รอ.904)

หลายๆอย่าง พล.อ.อภิรัชต์ จึงทำได้เช่น การยกเลิกสโมสรฟุตบอล Army United ที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 100 ปี

รวม ทั้งการ เชิญให้ นายทหารเกษียณ คืนบ้านหลวง

ที่สำคัญคือ การล้างระบบธุรกิจในค่ายทหาร อันเป็นที่มาของ เงินนอกงบประมาณ ที่ไม่ต้องส่งรายได้เข้ารัฐ

ด้วยการดึง กิจการสวัสดิการของหน่วยต่างๆ มาสู่ ทบ.ส่วนกลาง ทั้ง สนามกอล์ฟ กว่า 30 แห่ง ในแต่ละหน่วย ทบ. ทั่วประเทศ ที่พัก โรงแรม สนามมวย มาให้เอกชน มืออาชีพบริหาร แล้ว ส่งรายได้เข้า กระทรวงการคลัง

โดยจะมีการลงนามใน MOU กับกระทรวงการคลัง เรื่องสัดส่วน ที่จะแบ่งให้ ทบ. นำไปใช้เป็นสวัสดิการ ตั้งแต่ 17 ก.พ. 2563

ส่วนทหาร ที่เคยทำงานในสถานที่ต่างๆนั้น ก็กลับเข้าหน่วยเดิมต้นสังกัดตามปกติ

โดยจะประเดิมเฟสแรก ที่อาคารรับรอง และสนามกอล์ฟ ริมทะเล สวนสนประดิพัทธ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของประชาชน จากเดิมที่เป็นของศูนย์การทหารราบ

แต่ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2563 นี้ จะให้มืออาชีพ ที่เคยบริหารโรงแรมหรูระดับห้าดาวมาบริหารจัดการ

แม้จะมีกระแสต่อต้านจากกำลังพลที่ทำงานในหน่วยต่างๆเพราะไม่อยากเปลี่ยนแปลงงาน และไม่อยากเสียกิจการนี้ไปเพราะเป็นรายได้สำคัญของหน่วย

แม้แต่ พล.อ. วิมล วงษ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. ที่เคยเป็นผู้ก่อตั้งสวนสนประดิพัทธ์ 1 ขึ้นมาก็ยังฝากข้อความถึง พล.อ.อภิรัชต์ ให้ลองทบทวน เพราะสวนสนฯ1นั้น สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นกิจการสวัสดิการของศูนย์การทหารราบ

แต่พล.อ.อภิรัชต์ ก็คงต้องเดินหน้าต่อเพราะยึดผลประโยชน์ของกองทัพบกเป็นหลัก

ที่สำคัญคือเพื่อลบล้าง ข้อครหาในเรื่องรายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณ ที่ถูกมองว่าไม่โปร่งใส และมีมายาวนาน

จนทำให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นำมาโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ 2563 ที่
ผ่านมา

ท่ามกลางการจับตามองว่า พล.อ.อภิรัชต์ จะทำได้จริงหรือไม่และมากน้อยเพียงใดกับระยะเวลาอีก 7 เดือนที่เหลือ ก่อนจะเกษียณอายุราชการ ต.ค. 2563 นี้

โดยเฉพาะ การทุบหม้อข้าวหม้อใหญ่ ของทบ. ที่มีรายได้จากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 และสถานีวิทยุ 126 แห่งของกองทัพบก ที่ล้วนแต่เป็นเงินนอกงบประมาณของแต่ละหน่วยที่มีสถานีวิทยุเหล่านี้มาช้านาน

แต่ก็มีการเริ่มต้นด้วยการให้บรรดานายทหารกำลังพลที่มาช่วยราชการที่ ททบ.5 กลับหน่วยปกติ รวมทั้งคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งหลัก ในททบ.5

และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตกองทัพบกจะให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ ททบ.5 ที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนในการรับชม

แม้พล.อ.อภิรัชต์ จะยังไม่เคยพูดชัดเจนว่าจะผ่าตัดจากเรื่องสถานีวิทยุกองทัพบกอย่างไร

แต่ก็ทำให้เกิดความหวั่นไหวว่าจะมีการดึงสถานีวิทยุของแต่ละหน่วยมาขึ้นตรงกับกองทัพบกส่วนกลางแล้วให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือไม่

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะยังเป็นเรื่องของงานความมั่นคงที่จำเป็นยังต้องใช้สถานีวิทยุ

รวมทั้งการเปิด คอลเซ็นเตอร์สายตรงให้ทหารชั้นผู้น้อยได้มีช่องทางในการร้องเรียนโดยตรงมายังผู้บัญชาการทหารบก เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นผลมาจากจ่าทหารผู้ก่อเหตุยิงกราด ที่โคราช ด้วยนั่นเอง

รวมถึงการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยการให้ “แม่ทัพภาค 2” พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร สั่งเด้งนายทหารระดับนายพันพ้นเก้าอี้ จากการถูกร้องเรียนเรื่องเบี้ยเลี้ยงทหาร

และยังขู่ ที่จะโยกย้ายนายทหารทั้งนายพัน นายพล หรือแม้แต่แม่ทัพภาค ในการแต่งตั้งโยกย้ายกลางปีที่กำลังจัดทำโผอยู่ ณ เวลานี้

รวมไปถึง การออกกฎเหล็กใหม่สำหรับนายทหารที่จะเป็นผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพันจะต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษที่เรียกว่า TOEIC อีกด้วย

และหากไม่ได้มาตรฐาน ของการเป็นผู้บังคับบัญชา ที่ดูแลใส่ใจลูกน้องและพัฒนาตัวเองรวมทั้งดูแลรูปร่าง ลักษณะร่างกายไม่ให้อ้วน ลงพุง ผ่านการทดสอบสมรรถนะร่างกายตามเกณฑ์

“ถ้าไม่ได้มาตรฐาน ก็ไม่ต้องอยู่” บิ๊กแดง ขู่

แม้พล.อ.อภิรัชต์ จะประกาศขอโทษ และ เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นครราชสีมาถึงขั้นหลั่งน้ำตาในการแถลงข่าว

แต่ฝ่ายตรงข้าม ก็ยังไม่ลดละในการเรียกร้องกดดันให้ลาออก

เพราะถือว่าเป็น ทีพลาดของพล.อ.อภิรัชต์และกองทัพ ที่ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนัก

จนเป็นที่มาให้ พล.อ.อภิรัชต์ ประกาศว่า อย่าด่ากองทัพบก อย่าด่าทหาร ถ้าจะตำหนิ ถ้าจะด่าให้มาด่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เพราะ เป็น ผบ.ทบ.

แต่ผลพวงของโศกนาฏกรรมที่โคราชด้วยน้ำมือของกำลังพล กองทัพบกคงไม่จบง่ายๆ เพราะถือเป็นบาดแผลใหญ่ของกองทัพ ภายใต้ผู้บัญชาการทหารบกที่ชื่อ พล.อ.อภิรัชต์ และมี รมว. กลาโหมที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ในเวลานี้จึงมีทั้ง “ศึกใน” จากการปฏิรูปกองทัพ เกิดคลื่นใต้น้ำแล้วยังมี “ศึกนอก” จากฝ่ายการเมืองที่พร้อมถล่มทหาร พล.อ.อภิรัชต์ และแน่นอนเป้าใหญ่ที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง !!

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน