ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

หลังจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน อันเนื่องมาจากการลอบสังหารนายพลกอเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังปฏิวัติอิสลามและกองกำลังอาสากุดส์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดจำนวนมากเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯในอิรัก

ผลของการโจมตียังคงกลายเป็นหัวข้อของสงครามข่าวเมื่อทรัมป์ออกมาให้ข่าวว่าไม่มีอะไรเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่อิหร่านอ้างว่ามีทหารสหรัฐฯบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และได้ทำลายสถานีเรดาร์ที่เป็นศูนย์การข่าวของสหรัฐฯพังพินาศ

ต่อมาก็เริ่มมีข่าวว่าสหรัฐฯได้เริ่มลำเลียงทหารสหรัฐฯที่มีอาการทางสมองไปรักษาที่เยอรมันจำนวนนับสิบคน ซึ่งทางอิหร่านก็อ้างว่านั่นคือการปกปิดข่าวการเสียชีวิต

และจากนั้นมาความตึงเครียดในตะวันออกกลางโดยเฉพาะในอิรักก็บานปลายมากขึ้น มีการโจมตีทั้งฐานทัพและสถานทูตของสหรัฐฯในอิรัก ด้วยจรวดหลายครั้ง ในขณะที่มีมวลชนนับล้านออกมาชุมนุมขับไล่ทหารสหรัฐฯ ตามมติของรัฐสภาอิรัก โดยที่รัฐบาลอิรักยังลังเลเพราะทรัมป์ขู่ว่าถ้าจะให้ถอนทหารสหรัฐฯออกจากอิรักก็จะเรียกเงินค่าใช้จ่ายที่สหรัฐฯไปช่วยซ่อมสร้างสาธารณูปโภคให้ และจะแซงชั่นทางเศรษฐกิจต่ออิรัก ซึ่งจะทำให้อิรักเดือดร้อนอย่างหนัก ทั้งๆที่สหรัฐฯนั่นเองเป็นผู้ไประเบิดทำลายสาธารณูปโภคของอิรักตอนที่บุกถล่มซัดดัม แถมยังปล้นน้ำมันอิรักไปขายทั้งทางตรง หรือโดยกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ที่ตนสนับสนุน

ความวัวยังไม่หาย ความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อกองทหารรัฐบาลซีเรีย โดยการสนับสนุนของรัสเซีย ได้เริ่มบุกเข้าโจมตีจังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย เพื่อยึดพื้นที่คืนจากฝ่ายกบฏ

การระดมยิงปืนใหญ่และการทิ้งระเบิดจากการสนับสนุนทางอากาศของรัสเซีย ทำให้ประชาชนในเมืองต่างๆรายรอบจังหวัดอิดลิบ บาดเจ็บล้มตายนับร้อย และจำนวนเกือบสองแสนห้าต้องอพยพหลบหนีลี้ภัย โดยบางส่วนอพยพเข้าไปในดินแดนของตุรกี

ส่วนฝ่ายกบฏก็ตอบโต้อย่างรุนแรง แต่ก็ไม่อาจทานกำลังของฝ่ายรัฐบาลซีเรียได้ต้องถอยร่นออกจากที่มั่นสำคัญแหล่งสุดท้ายในซีเรีย

แต่ประเด็นสำคัญที่จะทำให้เกิดบานปลายเป็นสงครามก็เห็นจะมีอยู่ 2 ประเด็นคือ

ประการแรก ทหารตุรกีที่ส่งเข้าไปในดินแดนซีเรียที่อ้างว่าจะมาสร้างเขตปลอดทหาร ตลอดแนวชายแดนตุรกี-ซีเรีย ลึกเข้าไปในดินแดนซีเรีย 20 กิโลเมตร และมีบางส่วนเข้ามาตั้งกองกำลังสังเกตการณ์ในแถบชานเมืองอิดลิบ พลอยถูกระเบิดและปืนใหญ่ตายไปอย่างน้อย 4 คน บาดเจ็บอีกนับ 10 นาย ทำให้ตุรกีประกาศกร้าวว่ายอมไม่ได้ และก็ไม่พูดเปล่าทำการโจมตีตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ในทันทีจนทหารซีเรียล้มตายนับ 10 แม้ทางการซีเรียจะปฏิเสธว่าไม่มีการสูญเสียก็ตาม

เท่านั้นไม่พอตุรกีได้เคลื่อนพลเข้าไปในดินแดนซีเรีย ด้วยรถถัง 40 คัน และปืนใหญ่พร้อมจรวดอีกจำนวนมาก แถบบริเวณจังหวัดอิดลิบ ในขณะที่รัสเซียก็ยังคงทิ้งระเบิดและยิงจรวดถล่มเมือง Taftanazทางตะวันออกของอิดลิบ

ทางการตุรกีก็ได้ประกาศเตือนรัสเซียให้เลิกสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย หากยังต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับตุรกี

ทั้งนี้ตุรกีนั้นมีปัญหากับรัฐบาลซีเรีย ไม่ใช่กับรัสเซียที่สำคัญตุรกีมุ่งกำจัดกองกำลังเคิร์ดที่สหรัฐฯสนับสนุนและเข้าไปอาศัย ตั้งฐานกำลังในเขตซีเรีย โดยรัฐบาลซีเรียไม่อาจปราบปรามได้ แค่นี้ก็ยุ่งพอแล้ว แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังจะกล่าวถึงในประการต่อมานั่นคือ

หน่วยหมวกกันน็อกสีขาวที่เป็นองค์กรเอกชนสนับสนุนโดยชาติตะวันตก และมีฐานอยู่ในอังกฤษ แต่มาปฏิบัติการในซีเรีย โดยอ้างว่ามาทำหน้าที่เพื่อมนุษยธรรม ช่วยผู้อพยพชาวซีเรีย แต่เบื้องหลังคือหน่วยปฏิบัติการสร้างข่าวใส่ร้ายรัฐบาลซีเรียว่าใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง ซึ่งต่อมาความจริงก็ได้เปิดเผยว่าพวกนี้ได้ร่วมกับกลุ่มกบฏอัลนุสรา สร้างวีดีโอเท็จว่ามีการใช้อาวุธเคมีที่เป็นการแสดงละครตบตา

ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ออกมาแถลงว่ามีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่ากลุ่มหมวกกันน็อกสีขาวกำลังร่วมมือกับกลุ่มกบฏอัลนุสรา จะใช้อาวุธเคมีในจังหวัดอิดลิบ ซึ่งคราวนี้อาจเป็นของจริง แต่จะโบ้ยให้กองกำลังของรัฐบาลอัสซาด แห่งชีเรีย

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีการออกข่าวเมื่อไร ก็เท่ากับเป็นการเปิดประเด็นเป็นข้ออ้างให้สหรัฐฯและยุโรปส่งทหารเข้าไปในบริเวณที่มีการรบหรือที่อื่นๆในซีเรีย โดยอ้างว่าเพื่อไปปกป้องประชาชนชาวซีเรียจากอาวุธเคมี อันเป็นการละเมิดสนธิสัญญาการห้ามใช้อาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรีย

นอกจากนี้ยังคงมีกองกำลังทหารสหรัฐฯบางส่วนที่ยังคงยึดครองบ่อน้ำมันในซีเรียใกล้ อเลปโป เมืองใหญ่ทางทิศตะวันออกของอิดลิบ ผสมผสานกับกองกำลังไอเอส ดาอิช ที่ถูกตีแตกไปจากบริเวณใกล้เคียงไปปฏิบัติอยู่ในบริเวณนั้น และกองบินของรัสเซียกำลังทำการถล่มด้านใต้ของอเลปโปเมือง Al-Zorba

ยิ่งไปกว่านั้นกองทหารตุรกีและกลุ่มกบฏที่ตุรกีสนับสนุนก็กำลังขยายการโจมตีหมู่บ้าน Khalidiya และ Hoshan ทางตะวันตกของเมือง Ein-Issa ตอนเหนืองของจังหวัดรักกา อันเป็นเมืองใหญ่ของซีเรีย และรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรียเข้าไปยึดครองพื้นที่อยู่ ซึ่งแสดงว่าได้มีทหารตุรกีบางส่วนเคลื่อนพลเข้าไปในดินแดนซีเรียผ่านพรมแดนทางใต้ของตนเข้าไปทางเหนือของซีเรียลึกพอสมควร

ด้วยเหตุของการรบพุ่งที่ประทุขึ้นนี้ ทำให้คาดการณืได้ว่าสหรัฐฯและพันธมิตร จะฉวยโอกาสเพิ่มกำลังทหาร หรือเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อซีเรีย ทั้งนี้แน่นอนว่าอิสราเอลย่อมมีส่วนสำคัญในการโจมตีทางอากาศ ซึ่งอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งหรือเกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของกองทัพรัสเซีย

รัสเซียเองก็คงไม่ยอมและจะต้องขยายกองกำลังเพิ่มขึ้นทั้งเพื่อปกป้องตนเองและช่วยพันธมิตร คือประธานาธิบดีอัสซาดแห่งซีเรีย ซึ่งกำลังจะประสบความสำเร็จในการปราบกบฏ ที่ชาติตะวันตกและรัฐบาลตุรกีให้การสนับสนุน ให้หมดไปและยึดคืนพื้นที่มาได้สำเร็จ

ฝ่ายอิหร่านซึ่งต้องการขยายอิทธิพลเข้าไปในตะวันออกกลางด้วยการสนับสนุนกองกำลังอาสาสมัครกุดส์ และกองกำลังอื่นๆทั้งในอิรักและซีเรียก็คงจะได้จังหวะเปิดฉากโจมตีกองกำลังของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมทั้งเยเมนและเลบานอน

มองภาพอย่างนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่สงครามย่อยจะขยายเป็นสงครามใหญ่ และแน่นอนย่อมเกิดผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอันทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสหรัฐฯก็จะได้ประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ส่วนประเทศไทยจะกลายเป็นปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ตกต่ำลง ซึ่งย่อมกระทบการเมืองอย่างยิ่ง นี่ไม่ต้องพูดถึงโรคหวัดอู่ฮั่น หรือ PM 2.5 หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยนายกรัฐมนตรีคงต้องมีมาตรการรับมือไว้แต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้เกิดแล้วค่อยแก้เหมือนเคย

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน