เสือตัวที่ 6

กระบวนการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนปลายด้ามขวานของไทยนั้น หากวิเคราะห์กันให้ดีอย่างผู้มีปัญญาแล้ว จะพบว่า เป็นการแย่งชิงดินแดน ด้วยการแบ่งแยกความคิดของผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ให้เห็นต่างจากผู้คนในพื้นที่อื่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ การสะสมบ่มเพาะความเห็นแปลกแยกแตกต่างให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนท้องถิ่น ด้วยกระบวนการอันแยบยลที่เรียกกันว่า กระบวนการบ่มเพาะความคิดแบ่งแยกผู้คนออกจากกันระหว่างคนในท้องถิ่นกับคนอื่นๆ ที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันนั้น เป็นการกระทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องของนักคิดนักจิตวิทยา นักมวลชนของคนที่มีปัญญาในขบวนการร้ายแห่งนี้ ที่มีการรกระทำอย่างสอดประสาน สอดรับกันกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ และสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มนักมวลชนในองค์กรระหว่างประเทศ โดยใช้เครื่องมือสื่อที่ทันสมัยเป็นพลังในการส่งต่อแนวคิดแปลกแยกเหล่านั้นไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างทรงพลังมากขึ้นเป็นทวีคูณ

เหล่านี้จึงกล่าวกันในหมู่นักวิชาการ นักคิดที่เป็นของแท้ในฝ่ายรัฐว่า สงครามการต่อสู้ปลายด้ามขวานของไทยครั้งนี้ แท้ที่จริงก็คือ การต่อสู้ทางความคิด ของทั้งสองฝ่าย มากกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ และความแท้จริงในที่ว่า สงครามครั้งนี้ เป็นการต่อสู้กันทางความคิดมากกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธดังที่กล่าวมานี้ ยังไม่อาจส่งผ่านความจริงแท้อันนี้ไปสู่นักวิชาการและความมั่นคงของรัฐส่วนใหญ่ไปได้อย่างแท้จริง เพราะกระบวนการที่หลากหลายที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่า รัฐไทย ยังให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาลในการต่อสู้กับคนในขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ มากกว่าการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ องค์ความรู้อันลุ่มลึก รอบด้าม และเป็นองค์ความรู้ที่เป็นของแท้ ในการนำไปเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ที่เรียกกันว่า การต่อสู้ทางความคิด

แม้กระทั่งแนวคิดของนักการทหาร นักความมั่นคงที่ดูแลเรื่องการวิจัยพัฒนาของรัฐ ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ หรือยุทโธปกรณ์มากกว่าการวิจัยพัฒนาทางด้ามหลักการหรือการแสวงหาองค์ความรู้ที่จะใช้ต่อสู้กับสงครามทางความคิดครั้งนี้ โดยมุ่งสนับสนุนทุนวิจัยด้านสิ่งประดิษฐ์หรือยุทโธปกรณ์ในการแก้ปัญหาไฟใต้ โดยละเลยการให้ทุนวิจัยด้านหลักการในการใช้ต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว เหล่านี้จึงเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า การมองและวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาไฟใต้ของรัฐที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ยังไม่สามารถมองวิเคราะห์ได้อย่างถ่องแท้ การแก้ปัญหาของรัฐ จึงสาละวนอยู่กับการไล่จับเงาของฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ ละดำเนินการแก้ปัญหาแบบพายเรือวนเวียนอยู่ในอ่าง อย่างยากที่จะหาจุดจบแห่งชัยชนะฝ่ายขบวนการแบ่งแยกผู้คนแห่งนี้ไปได้

ในขณะที่พลวัตของการต่อสู้ของฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยจะมีกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างชาญฉลาด หากแต่มีเป้าหมายเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือ การแบ่งแยกความคิดของผู้คนในพื้นที่ให้ออกห่างจากความเป็นคนไทยเฉกเช่นคนไทยในพื้นที่อื่นของประเทศ โดยอาศัยการบ่มเพาะความคิดที่สอดแทรกไปในทุกอณูของสังคมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สถานศึกษาทุกประเภท ทุกระดับชั้น โรงเรียนตาดีกา และสถานที่ชุมนุมของคนในท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นเป็นของตนเอง และสอดแทรกความเห็นต่างกับรัฐและคนพื้นที่อื่น ตลอดทั้งสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบในทุกโอกาส

กระบวนการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกผู้คนออกจากกันนี้ จะอาศัยความเชื่อความศรัทธาตามหลักศาสนามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนอย่างทรงพลังยิ่ง ทั้งนี้ การใช้อาวุธในการต่อสู้กับรัฐ เป็นเพียงตัวสนับสนุนหล่อเลี้ยงสถานการณ์ให้สังคมโลกได้แลเห็นความขัดแย้งระหว่างคนท้องถิ่นกับรัฐผู้ปกครอง อันจะนำมาซึ่งการให้การสนับสนุน ช่วยเหลือตามกติกาสากลที่เปิดช่องไว้เมื่อโอกาสอำนวย และในระหว่างนี้ การต่อสู้ทางความคิดที่เป็นเป้าประสงค์ใหญ่ในมุมมองของฝ่ายขบวนการแห่งนี้ ก็ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้นผ่านเวทีการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐไทยพยายามเปิดช่องไว้ ซึ่งเวทีหรือช่องทางที่รัฐเปิดช่องนี้ แท้ที่จริงคือเวทีในการพูดคุยเพื่อใช้ในการต่อสู้ทางความคิด มากกว่าการนำอาวุธเข้าต่อสู้กัน หากแต่การทำความเข้าใจเนื้อแท้ของการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้ของบรรดานักความมั่นคงของรัฐ ดูจะให้น้ำหนักน้อยไป ส่งผลให้การเตรียมตัวเตรียมองค์ความรู้ของรัฐ ยังขาดความชัดเจนในเวทีของการต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว ทำให้กระบวนการการต่อสู้ของรัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเป็นฝ่ายนำต่อขบวนการนี้ได้เท่าที่ควร

กระบวนการต่อสู้ทางความคิดจึงเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้ครั้งนี้ เพราะเงื่อนไขในการทำสงครามครั้งนี้ เป็นเงื่อนไขของการสร้างความเห็นต่างให้เกิดขึ้นกับคนในท้องถิ่น พร้อมแยกคนออกจากคนส่วนใหญ่ด้วยการนำประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์มาเป็นประเด็นสำคัญในการบ่มเพาะความเห็นต่างและสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่มในพื้นที่ เพื่อร่วมกันกับขบวนการร้ายแห่งนี้ในการเดินไปสู่จุดหมายปลายทางสำคัญยิ่ง นั่นคือ การปกครองกันเองของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานให้จงได้ โดยมีการก่อความไม่สงบ สร้างความรุนแรงต่างๆ เป็นตัวช่วยในการสื่อสารกับประชาคมโลกมากกว่าการเอาชนะกันด้วยอาวุธอย่างที่คนของรัฐเข้าใจ

แม้จะมีภาคส่วนของรัฐให้ความสนใจกับการต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว หากแต่เป็นเพียงส่วนประกอบย่อยๆ ที่ไม่มีพลังมากพอในการเอาชนะทางความคิดต่อคนในขบวนการที่เตรียมความพร้อมไว้ทุกอย่างได้ คณะพูดคุยสันติสุขของรัฐ จึงเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยที่ไม่สามารถขับเคลื่อนชิงการนำทางความคิดในเวทีการต่อสู้ทางความคิดดังกล่าวได้ตามที่คาดหวัง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ องค์ความรู้หรือหลักการสำคัญที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ในพื้นที่นี้ กลับถูกละเลยหรือให้ความสำคัญน้อยไปกว่าการค้นหาเครื่องมือผ่านวิจัยและพัฒนาด้านสิ่งประดิษฐ์หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ เหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ภาครัฐหลายส่วน ยังมองไม่เห็นภาพเงื่อนไขในการปลุกระดมมวลชนในพื้นที่ให้ลุกขึ้นสู้กับรัฐได้มาอย่างยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อ รัฐจึงนำพาการต่อสู้ไปในทิศทางที่ไม่ตรงเป้าหมายและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้เสมอมา และที่สำคัญคือ ลำพังการเอาชนะทางความคิดต่อพวกเดียวกันเองของรัฐ ยังไม่สามารถทำได้ แล้วนับประสาอะไรกับการต่อสู้เพื่อเอาชนะความคิดฝ่ายตรงข้าม

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน