ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

ช่วงนี้นับเป็นช่วงเวลาที่สร้างความตื่นกลัวให้กับประชาชนในระดับหนึ่ง นั่นคือข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์โคโรนา ซึ่งเป็นตระกูลหนึ่งของไวรัส ที่มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

แต่เมื่อมันแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วจากคนสู่คน ก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัว เพราะเชื้อโรคนี้ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง มีอาการมากก็ทำให้เสียชีวิตได้ ด้วยปอดที่ทำหน้าที่สำคัญในระบบหายใจล้มเหลว

ส่วนจุดเริ่มต้นที่มีการพบการแพร่ระบาดของโรคนี้ คือที่เมืองอู่ฮั่น จนรัฐบาลจีนต้องสั่งปิดเมือง แต่ก็ยังพบการระบาดในเมืองใกล้เคียงอีก 2 เมือง ซึ่งทางการจีนก็ต้องสั่งปิดอีก 2 เมือง

จากนั้นก็มีข่าวแพร่ออกมาว่าต้นเหตุของโรคมาจากการบริโภค ซุบค้างคาว ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมในอู่ฮั่น (ต้มสุกแล้วเชื้อโรคน่าจะตาย)

หลายประเทศสั่งตรวจเข้มนักท่องเที่ยวจากจีน โดยเฉพาะห้ามนักท่องเที่ยวที่มาจากอู่ฮั่น แต่ก็นั่นแหละจีนเขาปิดเมืองแล้วจึงไม่มีนักท่องเที่ยวจากเมืองอู่ฮั่น นอกจากที่เดินทางเข้ามาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ต้องมีการติดตามตัวมากักกันตรวจรักษา

จากนั้นก็มีข่าวหลายเรื่องแพร่สะพัดต่างๆนานา ตั้งแต่การปกปิดข่าวของรัฐบาลไทย เพราะกลัวตื่นตระหนก และบางเรื่องก็อ้างว่าเพราะกลัวขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน หรือกลัวว่าคนไทยจะไปแสดงความรังเกียจต่อนักท่องเที่ยวจีน จนทำให้ไม่อยากมาไทย

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงทางการจีนได้สั่งการควบคุมอย่างเข้มงวดในการเดินทางทั้งขาเข้าขาออก โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องสงสัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหวัดโคโรนา

อนึ่งยังมีข่าวมาจากญี่ปุ่นว่าพบผู้ติดเชื้อหวัดอู่ฮั่น 1 คนที่ไม่เคยไปเมืองอู่ฮั่นเลย ทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่าแล้วแหล่งที่มาของโรคมันมาจากเมืองอู่ฮั่นแห่งเดียว หรือเมืองใกล้เคียงหรือไม่ และที่มาของโรคนั้นมาจากค้างคาวจริงหรือไม่ โดยเฉพาะตำรับอาหารซุบค้างคาวที่โจษจันกัน

ข่าวที่สร้างความฮือฮามากที่สุดก็คือข่าวว่าโรคระบาดอู่ฮั่นนี้มิได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่เป็นเจตนาในการแพร่เชื้อโรคจากฝ่ายสหรัฐฯอเมริกา ซึ่งนั่นคือการทำสงครามเชื้อโรค ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องนิยายหรือภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่ถ้าจะพิจารณาดูจากอดีตสงครามเชื้อโรคก็เคยเกิดมาแล้ว แม้ในปัจจุบันจะมีการทำสนธิสัญญาห้ามการผลิตและการใช้เชื้อโรคเป็นอาวุธ แต่ก็ยังมีอีก 16 ประเทศที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่ายังมีการวิจัย และการเก็บเชื้อโรคเอาไว้เพื่อทำสงคราม แม้จะมีข้ออ้างว่าเพื่อการวิจัยและเพื่อค้นคว้าหายารักษา ซึ่งใน 16 ประเทศนี้ก็มีสหรัฐฯ รัสเซีย ไต้หวัน และจีน รวมอยู่ด้วย

Biological weapon and bioterrorism มักจะรู้จักในชื่อเรียกรวมกันว่า Biological warefare หรือ สงครามเชื้อโรค ซึ่งเคยใช้มาแล้วในอดีต และที่มันโดนใจประชาชนจำนวนหนึ่ง ก็เพราะมีการกล่าวถึงเรื่องสงครามไฮบริด ที่หลายคนออกมาพูดโดยเฉพาะผบ.ทบ. นั่นคือรูปแบบของสงครามที่จะใช้ทุกวิถีทางในการต่อสู้ทำลายฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่สงครามการค้า สงครามข่าวสาร สงครามไซเบอร์ สงครามเคมี และสงครามเชื้อโรค นอกเหนือจากสงครามที่ใช้อาวุธ

สงครามเชื้อโรคอาจรวมถึงชีวภาพต่างๆและสิ่งที่สร้างพิษอันมีที่มาจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ตัวสำคัญ คือ ตัวจุลชีวภาพ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์แล้ว ก็อาจมีผลในการทำลายสัตว์หรือพืช อันเป็นการตัดกำลังของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการทำสงครามเชื้อโรคนั้นควบคุมและหวังผลลำบาก เพราะเชื้อโรคเหล่านี้ต้องมีพาหะซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งคนและสัตว์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวและควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะในยุคโลกไร้พรมแดน

ในสมัยก่อนการทำสงครามเชื้อโรคเป็นไปได้อย่างไม่สลับซับซ้อน และใช้เทคโนโลยีโลเทคก็ดำเนินการได้แล้ว ไม่เหมือนสงครามอิเลคโทนิค หรือนิวเคลียร์

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในยุคโบราณ ชาวอัสซีเรียนใช้วิธีวางยาพิษในบ่อน้ำของฝ่ายศัตรู ซึ่งพิษเหล่านั้นก็มาจากเชื้อราบางชนิด

ในปีค.ศ.1300 เศษ ทหารตาร์ตา(มองโกล) ซึ่งทำการปิดล้อมเมือง Crimean ของอาณาจักร Kaffa ล้มตายเป็นจำนวนมากจากการติดโรคระบาดที่เกิดจากศพที่ชาวเมืองทิ้งออกมานอกกำแพงโดยเจตนา

มีนักวิจัยบางคนเชื่อว่าการแพร่ระบาดของกาฬโรคในยุโรปที่คร่าชีวิตคนกว่า 25 ล้านคนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามเชื้อโรคโดยฝ่ายตรงข้าม

ในปี 1763 กองทัพอังกฤษพยายามใช้ไข้ทรพิษในการสังหารชาวพื้นเมืองอเมริกัน (อินเดียนแดง) ในการรบที่ Fort Pitt โดยการแจกผ้าห่มให้อินเดียนแดง ซึ่งอังกฤษนำมาจากโรงพยาบาลที่มีคนป่วยโรคฝีดาษ (ทรพิษ)

ในช่วงที่สเปนบุกอเมริกาใต้ชนพื้นเมืองไม่ว่าจะเป็นอินคา มายัน หรือเอสเทค ต่างก็ติดเชื้อหวัดและกามโรคจากทางสเปน ซึ่งก็อาจมีทั้งเจตนาและไม่เจตนาแพร่เชื้อโรค แต่ชนพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานเลยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายฝ่ายให้ความสนใจในเรื่องสงครามเชื้อโรค โดยฝ่ายพันธมิตรได้วิจัยและสร้างสปอร์โรคแอนแทรคและเชื้อโรคอีกบางชนิด แต่สงครามยุติก่อน อย่างไรก็ตามผลิตผลขององค์ความรู้ได้ถูกใช้ในการก่อการร้ายในระยะหลัง เช่น เชื้ออีโบลา

ญี่ปุ่นเป็นผู้ที่ใช้สงครามเชื้อโรคอย่างจริงจังในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเครื่องบินกองทัพอากาศได้ทิ้งระเบิดที่บรรจุตัวหมัดนำเชื้อโรคไปทิ้งใส่กองทัพจีน ที่เมืองหนิงโบ

นอกจากนี้ยังมีการปล่อยเชื้ออหิวาตกโรค และไทฟอยในบ่อน้ำของประชาชนจีน ซึ่งโรคนี้คร่าชีวิตคนไปกว่า 30,000 คน และยังแพร่ระบาดต่อมาอีกเป็นเวลานานหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ด้วยเหตุที่มันมีร่องรอยของการทำสงครามเชื้อโรคในอดีตตลอดจนการนำเอาเชื้อโรคมาก่อการร้าย ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์และนักมโนทั้งหลายมองว่าโรคหวัด อู่ฮั่นเป็นการทำสงครามเชื้อโรคของฝ่ายสหรัฐฯ เพราะอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางราง และเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้จังหวะเวลาตรุษจีนที่ประชาชนชาวจีนจะเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องนับเป็นหลายล้านคน ก็เป็นการเอื้อต่อการแพร่ระบาด

แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคติดต่อหลายท่านก็มองว่านี่เป็นอุบัติการโดยธรรมชาติที่เกิดจากปัจจัยที่เหมาะสมตลอดจนการพัฒนาของเชื้อโรค โดยเฉพาะไวรัสทำให้เกิดการระบาดขึ้น ซึ่งในอดีตก็เกิดมาแล้วอย่างหวัดฮ่องกง หวัดนก ซาร์ และเมอร์ และกลุ่มเหล่านี้ก็เป็นไวรัสตระกูลโคโรนาทั้งนั้น จึงไม่น่าจะเป็นการทำสงครามเชื้อโรคที่มีข้อห้ามอยู่หลายสนธิสัญญาและข้อจำกัดในการควบคุม ยิ่งมีการวิเคราะห์ว่าจีนจะเอาคืนก็ยิ่งทำให้คนวิตกกันใหญ่

สำหรับคนไทยก็ไม่ควรจะตื่นกลัวกันมากนัก การใช้สติและป้องกันตนเองตามความเหมาะสม โดยเฉพาะการใช้หน้ากากและการหมั่นล้างมือ ไม่ควรไปในที่มีคนแออัด โรคนี้ร้ายแรงก็จริงแต่ยังมีทางรักษาไม่ตายเฉียบพลัน

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน