สถาพร ศรีสัจจัง

ภาวะวิกฤติที่โลกและสังคมไทยปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่อย่างรุนแรง อย่างเห็นๆ และยังไม่เห็นทางออกคืออะไร?

ก็คือวิกฤติการณ์ทางภาวะวิสัยเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง!

ภาวะโลกร้อนนั้นนำมาซึ่งความพินาศของฤดูกาลและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆอย่างรวดเร็วและมหาศาล!

สภาวะการบริโภคอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดของมนุษย์ในทุกเรื่องที่เกิดจากแรงกระตุ้นการหวังกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยมบริโภคแบบผูกขาดที่ตกอยู่อุ้งมือแห่งอำนาจของชั้นชนกลุ่มน้อยสุดของโลกทำให้มีการผล่าผลาญทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด(แต่เพียงพอถ้ารู้จักการใช้แบบยั่งยืน)อย่างไม่มีบันยะบันยัง

การใช้สารเคมีเพื่อเร่งและควบคุมผลผลิตทั้งหลายทั้งปวง ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชีวิตและพันธุกรรมลงอย่างไร้คุณธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง

เพื่อมุ่งกำไรสูงสุดในการขาย ระบบทุนนิยมผูกขาดแห่งโลกได้ใช้พลังอำนาจทุกด้าน นับแต่ระบบการสื่อสารมวลชนของโลกทั้งโลก จนถึงระบบการศึกษา ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็น “สินค้า” กล่าวคือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่สังกัดระบบนี้จะต้องสามารถประเมินคุณค่าเป็น “ราคา” หรือ “มูลค่า” ได้(รวมทั้งคุณค่าของความเป็นมนุษย์)
สิ่งใดที่ไม่มี “มูลค่า” ระบบทุนนิยมจะไม่ยอมให้อยู่ร่วมโดยเด็ดขาด

สรุปให้สั้นและง่ายสุดก็คือทุกอย่างงต้องเป็น “สินค้า” สำหรับการ “ซื้อ” กับการ “ขาย” เพื่อบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า
“กำไร” หรือ “ขาดทุน” เท่านั้น!

ผลผลิตเชิง “คุณค่า” ของมนุษย์ที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” ทั้งหลายทั้งปวง เช่นระบบการเมือง ระบบกฎหมาย ระบบการกินการอยู่ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ ระบบความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม อันเรียกรวมว่า “ระบบคุณค่า” ของแต่ละสังคม แต่ละชาติพันธุ์ แต่ละประเทศ ท้ายที่สุดแล้วจึงต้องเหมือนกัน คือมี “รสนิยม” เดียวกัน เพื่อให้สินค้าที่ระบบทุนนิยมผูกขาดกำหนดขึ้นสามารถ “ขายได้” และมี “กำไร” แน่นอน

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระบบสังคมโลกเช่นนี้จึงต้องถึงแก่กาลล่มสลายลงในท้ายที่สุด จะคงเหลืออยู่ก็แต่ “วัฒนธรรมหลัก” ของกลุ่ม “ทุนนิยมหัวโจก” เท่านั้นที่กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก!

ความเพลิดเพลินในวัฒนธรรมความเชื่อที่ไม่เคย “พอเพียง” ดังกล่าวที่สังคมไทยรับสมาทานมาเป็นสรณะ มาเป็นต้นแบบในการ “พัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย” ในรอบศตวรรษที่เพิ่งพ้นผ่านมานี่เอง ที่ก่อความล่มสลายในทุกด้านดังกล่าวให้แก่สังคมไทยในวันนี้

ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบกฎหมาย และระบบวัฒนธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันเป็นเส้นทางที่นำ
ผู้คนในสังคมไทยให้ยิ่งห่างไกล “ความจริง ความดี และ ความงาม” (ซึ่งเป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆในโลกใบนี้ไม่มี)มากขึ้นทุกทีๆ

เอาเพียงเรื่องเดียวที่ประชาชาติไทย(โดยเฉพาะกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ)กำลังเผชิญเชิงประจักษ์กันอยู่ นั่น
คือการเริ่มเข้าสู่ภาวะการไม่มีอากาศดี(ออกซิเจน)หายใจ!(เพราะทุกแห่งมีแต่ พี.เอ็ม 2.5)หรือคาบอนไดออกไซด์

เพราะอะไรหรือ?ก็เพราะกิจกรรมของผู้คนในกระแสหลักมีแต่ก่อบาป(เบียดเบียน)ต่อธรรมชาติ ไม่ต้องพูดให้ละเอียดซับซ้อน โดยเส้นทางการพัฒนาที่ผืดพลาด ในรอบไม่ถึง 50 ปีแห่งการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยตาม “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เราทำลายป่าธรรมชาติ(ต้นไม้ทั้งเล็กใหญ่ที่ก่อสัมพันธภาพขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ป่า”)ไปแล้วเป็นพื้นที่เท่าไหร่ เป็นจำนวนต้นไม้กี่ล้านต้น? ฯลฯ

รัฐไทยลงทุนปลูกต้นไม้เพื่อสร้าง “ป่ายั่งยืน” เพิ่มขึ้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์งบประมาณแผ่นดินในรอบ 5 ทศวรรษที่พ้นผ่านนับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งหมด? เคยสร้างแรงกระตุ้นแรงจูงใจในเรื่องนี้แก่ประชามหาชนอย่างกว้างขวางจริงจัง(และจริงใจ)มาแล้วกี่ครั้งกี่หนกี่เรื่อง?เคยให้รางวัลเชิดชูให้คนปลูกต้นไม้(ถาวร)ให้รู้สึกว่าพวกเขาเป็น “คนดีวีรบุรุษตัวอย่างของชาติบ้านเมือง” บ้างใหม?ฯลฯ

หรือคนที่ยืนหยัดในการปลูกต้นไม้เพื่อให้คนอื่นได้มีอากาศหายใจ(ต้นไม้ 1 ต้นสร้างออกซิเจนให้คนใช้ได้ 2คนต่อวัน/ดูดซับคาบอนด์ฯให้อีกต่างหาก)จะไม่ใช่ “นักบุญ” หรือคนทำบุญที่แท้จริง? เพราะนั่นน่าจะเป็นการสร้างสรรค์ที่เป็น “ทานมัย” ที่แท้จริงของมนุษย์เสียยิ่งกว่าการทำบุญให้พวกอลัชชี(ในคราบนักบวช)หรือองค์กรของพวกอลัชชี(ในคราบองค์กรของนักบวช)หลายล้านเท่านัก!

หรือท่านผู้นำผู้มีอำนาจใน “รัฐ” นี้ก็ล้วนเป็นอลัชชี? องค์กรที่เรียก “รัฐ” จึงพลอยเป็นอลัชชีไปด้วย!

การทำให้ผู้คนในประเทศไทยได้ตระหนักว่า การปลูกต้นไม้คือการทำบุญที่แท้จริงจึงไม่เคยถูกสร้างกระแสกระตุ้นให้ประชามหาชนในประเทศไทยแห่งนี้ตระหนักถึงอย่างแท้จริงกันบ้างเลย!

หรือผู้นำประเทศนี้ก็เชื่อคำของผู้นำที่สติแตกชอบก่อสงครามอย่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ลูกพี่ใหญ่ผู้นำ “โลกเสรี”แห่งสหรัฐอเมริกามหามิตรที่แหกปากมาตลอดว่า “เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องโกหก” จึงไม่เคยสนับสนุนการแก้ปัญหา ในเรื่องนี้เลย?

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน