ส.ว.โวยงบปราบโกงถูกหั่นเหี้ยน "กล้านรงค์" ติง ตัดงบองค์กรอิสระ ไม่สอดคล้องแนวทางป้องกันและปราบปรามการทุจริต "คำนูณ"ชี้หลายหน่วยงานจัดงบไม่สอดคล้องแผนยุทธศาสตร์ - ปฏิรูปประเทศ ด้าน“วันชัย”แฉจนท.ไม่ติดตามค่าโง่รัฐชนะคดี

จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นกันอยงกว้างขวางในหลายมาตรา อาทิ นายกล้านรงค์ จันทิก ส.ว.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง ต้องปลุกเร้าให้ประชาชนต่อสู้การทุจริตทุกรูปแบบ รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักโทษการทุจริต และมีกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด ซึ่งมีค่า ใช้จ่ายต่างๆเช่น เงินรางวัลนำจับทุจริต ค่าใช้จ่ายการคุ้มครองพยาน เงินดังกล่าวมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตของป.ป.ช. ไม่ใช่เงินบริจาคของเอกชน ซึ่งป.ป.ช.ขอไป 269 ล้านบาท มีแผนงานชัดเจน แต่ปรากฏว่า ได้รับงบประ มาณแค่ 10 ล้านบาท ถือว่าเสียหายอย่างยิ่ง ทำให้การแก้ปัญหาทุจริตไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะไม่มีงบประมาณดำเนิน การแฉอดีตรมต.บีบจนท.ขอโยกงบเข้าพื้นที่

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน กล่าวว่า การจัดงบ ปี 60 มีลักษณะพิเศษกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ซึ่งต้องสอดคล้องสอดรับกับ 1. แผนยุทธศาสตร์ชาติ 2.แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และ 3. แผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตว่า หลายหน่วยงานยังคงกำหนดงบประมาณรายจ่ายในรูปแบบเดิม มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบงานประจำเป็นหลัก ส่งผลให้การปฏิรูปประเทศและการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในระยะแรก อาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ โดยคณะกรรมาธิการฯ เสนอให้ทบทวนพันธกิจให้ชัดเจน ทบทวนตัวชี้วัดให้เป็นรูปแบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทั้ง 3 แผน รัฐบาลต้องรับข้อสังเกตไปทบทวน โดยเฉพาะการจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 64

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.อภิปรายว่า งบรายจ่ายปี63 วงเงิน3.2 ล้านล้านบาท ต้องระวังไม่ให้รั่วไหล ไม่ใช่ถึงมือประชาชนเหลือแต่ไม้ไอติม ขอตั้งข้อสังเกตงบประมาณด้านการศึกษาที่ไม่ตอบสนองเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เด็กไทยเรียนมากที่สุดในโลก แบกกระเป๋า 5ก.ก.แต่การเรียนกลับถอยลงเรื่อยๆไปอยู่ที่ 5ของอาเซียน แสดงว่าเราทำผิดทาง ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้แก้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ แต่ช่วยลดความเหลื่อมได้ระดับหนึ่ง ซึ่งต้องมีการปรับและขยายผลให้ดีมากขึ้น อยากให้ดำเนินการต่อไป

อีกเรื่องสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ เฟกนิวส์ที่อาจเป็นจริง เพราะมีข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าชี้แจงกมธ.วิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 สภาผู้แทนราษฎร พบความไม่โปร่งใส เนื่องจากมีอดีตรัฐมนตรีซึ่งมีคดีทุจริตติดตัว แต่ได้เป็นอนุกมธ.งบประมาณไปเรียกเจ้าหน้าที่ไปคุยหลังบ้าน เพื่อขอย้ายงบประมาณไปลงที่จังหวัดหนึ่ง หากไม่ให้จะตัดงบประมาณ เรื่องนี้มีคนยืนยันว่า อดีตรัฐมนตรีบางคนใช้วิธีการนี้ ขอให้สภาฯตรวจสอบ เพราะหากพบการทุจริตตั้งแต่ต้นทางต้นทาง เชื่อว่ากลางน้ำ และปลายน้ำจะไม่ทุจริตได้อย่างไร การตั้งกมธ.ของสภาฯ จำเป็นต้องตรวจสอบคนที่ไม่มีคดีทุจริต ไม่ใช่ส่งตามโควตา ขอฝากไปยังนายกฯ และครม. ว่า การโยกงบไปที่ต่างๆ หรือตัดไปนั้น หากสอบดีๆมีเค้าลางการเรื่องนี้ ไม่อยากให้การพิจารณางบปีหน้าเกิดขึ้นอีก

ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว.อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำโครงการของรัฐที่ถูกฟ้องร้อง ทำให้รัฐเสียค่าโง่ รวมมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกันยังมีค่าช่างหัวมันคือ เงินที่รัฐชนะคดีเอกชน แต่ไม่มีการเร่งรัดเอาเงินดังกล่าวมาเป็นรายได้ประเทศ จนคดีขาดอายุความ หรือบางคดีใกล้ขาดอายุความ รวมๆแล้วเงินที่รัฐชนะคดีในหลายหน่วยงานเกือบ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่มีการทำอะไรเลย เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอยู่ 5,000 ล้านบาท ทั้งที่ควรนำค่าเสียหายเหล่านี้มาเป็นรายได้ของรัฐ แต่หน่วยงานต่างๆกลับโยนกันไปมา ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ จึงอยากให้รัฐบาลเร่งรัดต่อการปราบการทุจริตและดำเนินคดีกับผู้ทุจริต โดยไม่ปล่อยให้ลอยนวล การทุจริตของบางคนนั้น พบว่าบางคนถึงขั้นลอยอังคารแล้ว แต่รัฐไม่ดำเนินการใดๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากระบบที่ไม่มีบุคคลใดจัดการอย่างจริงจัง ส่วนการปรับลดงบประมาณของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เหลือ 10 ล้านบาท คือการไม่ให้เกียรติกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศด้านการปราบทุจริต

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน