เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน การระบาดของเชื้อไวรัสในจีน วิกฤตไฟป่าในประเทศออสเตรเลีย ได้ทำให้ในแต่ละประเทศต่างเฝ้าระวังถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนของประเทศไทยที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว จึงมีการตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ถึงกระนั้นด้วยภาพรวมของนักท่องเที่ยวทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง และออสเตรเลียต่างเป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เพราะฉะนั้นหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมดังกล่าวจึงได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในมุมต่างๆ อย่างน่าสนใจ

ท่องเที่ยวเติบโตเชิงคุณภาพ

โดย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงภาพรวมการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในปี 2563 ว่า น่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับ4-5% ทั้งตลาดต่างชาติและไทยเที่ยวไทย โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า41ล้านคน ขณะที่องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ คาดว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคน่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาพบว่าการท่องเที่ยวไทยเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคอยู่แล้วแม้จะมีการประเมินจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่าภาคการท่องเที่ยวปี2563จะโตต่ำสุดในรอบ6ปี แต่จะเติบโตในเชิงคุณภาพและกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง

นอกจากนี้ นายยุทธศักดิ์ ยังกล่าวต่อว่า การระบาดของโรคปอดบวมจากเชื้อไวรัสเกิดขึ้นในพื้นที่ที่จำกัดเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย ขณะที่ประเทศไทยต่างมีมาตรการคัดกรองผู้โดยสารระหว่างประเทศในท่าอากาศยานต่างๆ อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ตเป็นพิเศษ ที่เป็นการร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้สภากาชาดไทย ได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง จึงทำให้การระบาดของโรคดังกล่าวไม่ได้มีความน่าเป็นห่วงมากนัก

ด้าน นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยัง ไม่ได้รับผลกระทบกับเกิดการโรคปอดอักเสบ เพราะรัฐบาลจีนและองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ออกประกาศเตือนว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงจนต้องห้ามคนจีนเดินทางออกนอกประเทศ เพียงแต่แนะนำนักท่องเที่ยวควรเข้ารับการรักษาตัว หรือให้ประวัติการเดินทางต่อบุคคลากรทางการแพทย์หากมีอาการป่วยด้านระบบทางเดินหายใจในช่วงก่อนหรือหลังจากการเดินทาง

เฝ้าระวังคุมเข้มทุกช่องทาง

ด้วยปัจจัยลบเดิมที่มีอยู่ในเรื่องประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่า และล่าสุดกับการเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสในจีนกลายเป็นโรคปอดอักเสบ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินจะหนักกว่าธุกิจอื่น เฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับธุรกิจการบิน เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในรอบ 3 เดือน และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอิหร่านที่ไม่น่าจะจบลงในระยะเวลาสั้นๆ น่าจะทำให้ราคาน้ำมัน 1-2 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับ 75 เหรียญต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ เบนท์อยู่ที่ 68.60 เหรียญต่อบาร์เรล

ขณะที่ปัจจัยทั้งค่าเงินบาทและ ราคาน้ำมันต่างรุมเร้า ยังเพิ่มปัจจัยลบเข้ามาเมื่อมีการตรวจพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสที่อู่ฮั่น ประเทศจีน 44 ราย และเริ่มพบ 1 รายที่สิงคโปร์จนต้องมีการเฝ้าระวังคุมเข้มทุกช่องทางผ่านเข้า-ออก ประเทศ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ของธุรกิจสายการบินเวลานี้ เรียกได้ว่า เป็นกลุ่มที่ยังแบกรับปัจจัยลบต่อเนื่อง โดยธุรกิจสายการบินทั้งกลุ่มอย่าง สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินไทยเวียตเจ็ท สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ และสายการบินนกแอร์ เผชิญการขาดทุนไตรมาส 3 ปี 2562 อยู่ที่ 5,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.62% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และงวด 9 เดือน ปี 2562 ขาดทุน 13,266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.10 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ทาง บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ได้วิเคราะห์ ว่า ปัจจัยเชิงลบต่อกลุ่มโรงพยาบาล ที่เป็นผลมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเมดิคัล ทัวริสซึ่ม ของชาวตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่มโรงพยาบาลที่มีผลกระทบมากสุดจะเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศสูง ได้แก่ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติ 66% มาจากกลุ่มตะวันออกกลาง 23% ต่อรายได้รวม และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (BDMS) ที่ดำเนินงานโรงพยาบาลกรุงเทพที่มีสัดส่วน รายได้จากลูกค้าต่างชาติ 31% จากตะวันออกกลาง 5% และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์น่าจะมีโอกาสถูกกดดันจากความไม่สงบในตะวันออกกลางหลังสหรัฐฯเข้าโจมตีผู้นำกองทัพอิหร่าน เนื่องจากมีฐานลูกค้าตะวันออกกลางสูงถึง 23% ของรายได้รวม

สำหรับ สถานการณ์วิกฤติไฟป่าในประเทศออสเตรเลีย ที่มีควันไฟยังปกคลุมทุกพื้นที่ของกรุงแคนเบอร์ราอย่างหนาแน่น จึงทำให้สายการบินได้ประกาศยกเลิก หรือเลื่อนกำหนด เที่ยวบินขาเข้า-ขาออกจากกรุงแคนเบอร์รา เนื่องจากสภาพอากาศและทัศนวิสัยไม่ดี โดยทางสถานเอกอัครราชทูตไทยในออสเตรเลีย ได้แนะนำให้ผู้ที่มีกำหนดเดินทางตรวจสอบเที่ยวบินล่วงหน้าจากเว็บไซต์ของสายการบินและท่าอากาศยานกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งต้องจับตาดูกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่จะเดินทางมาเมืองไทยในอนาคตอย่างใกล้ชิด