"เอ็นจีโอ"เชียร์นโยบายจับร้านเหล้าขายให้เด็ก-คนเมา ให้รับผิดร่วมกรณีเมาแล้วขับเกิดอุบัติเหตุ ยกพื้นที่ทำได้จริงจับปรับไปแล้วหลายจังหวัด ชี้ประชาชนช่วยแจ้งเหตุรับส่วนแบ่งนำจับ 30% ชื่นชมอุทยานห้ามนำหล้าเบียร์เข้าพื้นที่ลดปัญหา เพิ่มความปลอดภัย

นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า อุบัติเหตุจราจรทางถนน ปัจจัยหลักคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจาก ความเร็ว ง่วง ปัญหาวิศวกรรมจราจร ฯลฯ คำถามคือทำไมฆาตกรร่วมรายนี้จึงยังลอยนวล คำตอบจึงมาจบที่สองเรื่อง คือ1.การลงโทษในกรณีเมาแล้วขับที่ยังเป็นมุมมองแค่ประมาท มิใช่เจตนาเล็งเห็นผล (ไม่ว่าจะมีคนเจ็บหรือตาย) ซึ่งสองมุมนี้มีบทลงโทษต่างกัน ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมยังมองเรื่องนี้เป็นแค่ประมาท แทบไม่ได้เห็นยาแรงหรือการตัดสินคนเมาแล้วขับถูกจำคุก ผลที่ตามมาคือประชาชนขาดความยำเกรงไม่กลัวกฎหมาย ดังนั้นความพยายามในการปลุกจิตสำนึกของประชาชนไม่เป็นผล2. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่พุ่งเป้าไปยังผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้มีความรับผิดชอบโดยเฉพาะในกรณีขายให้เด็กอายุต่ำกว่า20ปี รวมไปถึงขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ ตามาตรา29 แห่งพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551

“การดำเนินคดีภายหลังจากเมาแล้วขับเกิดอุบัติเหตุ ทั้งกรณีผู้ก่อเหตุเป็นเด็ก และคนเมาขาดสติ แทบไม่เคยเห็นการสาวไปถึงตัวผู้ประกอบการที่ขายเหล้าเบียร์ให้ทั้งเด็กและคนเมา ผลที่ตามมาคือความไม่รับผิดชอบของผู้ขาย ความพยายามเรียกร้องให้ผู้ขายเกิดจิตสำนึกร่วมรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นเรื่องเพ้อฝันและเป็นไปได้ยาก เรามัวหลงอยู่กับวาทกรรมที่พุ่งเป้าไปที่คนดื่มซึ่งก็ไม่ผิด แต่ในบริบทนี้ควรมีผู้ขายเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย เรื่องนี้ในระดับสากล กฎหมายบ้านเขาเอาผิดไปถึงผู้ขายด้วยชัดเจน” นายชูวิทย์ กล่าว

นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า ปีใหม่นี้ สถิติคนเจ็บตายจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง แต่ท่ามกลางความพยายามของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มได้เห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นจาก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีนโยบายกรณีเมาแล้วขับเกิดอุบัติเหตุ ให้เอาผิดไปถึงผู้ประกอบการร้านเหล้าผับบาร์ด้วย เมื่อพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็กอายุต่ำกว่า20ปี และมีการซื้อเหล้าเบียร์มาดื่มในขณะที่ครองสติไม่ได้ จนเกิดเหตุ แม้จะมีความยุ่งยากในทางปฏิบัติอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่จะทำไม่ได้ สองสามวันที่ผ่านมาเราเริ่มเห็น ข่าวการดำเนินคดีไปถึงร้านเหล้ากันบ้างแล้ว เช่นกรณี สภ.เมืองน่าน จังหวัดน่าน สภ.เขลางค์นคร สภ.ลำปาง จังหวัดลำปาง สภ.ทองแสนขันท์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งพบเด็กก่อเหตุเมาแล้วขับ และตำรวจสาวไปถึงตัวผู้ประกอบการที่ขายเหล้าเบียร์ให้เด็กจนถูกนำมาดำเนินคดีได้

“จุดนี้ชี้ให้เห็นชัดว่าหากนโยบายชัดเจน การปฏิบัติเป็นจริง ความหวังลดอุบัติเหตุ สร้างความรับผิดชอบร่วมของผู้ขายเหล้าเบียร์ จะเป็นจริงได้ และที่สำคัญประชาชนต้องลุกขึ้นมาเป็นหูเป็นตาช่วยกันเฝ้าระวัง แจ้งเหตุหากพบการขายให้เด็กและคนเมาขาดสติ แจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ได้ทุกแห่ง และยังขอรับเงินสินบนนำจับในอัตรา30% จากอัตราเปรียบเทียบปรับได้ด้วย หวังว่าปีใหม่ปีนี้ กระบวนการยุติธรรมจะปรับมุมมองเรื่องเมาแล้วขับ ที่มิใช่แค่เรื่องประมาท ให้เป็นเจตนาเล็งเห็นผล เพื่อให้จำคุกกันอย่างจริงจังเสียที ทั้งสองเรื่องถ้าเกิดขึ้นได้จริงเป็นการเกาให้ถูกที่คัน เราจะได้เห็นอุบัติเหตุลงลงแน่ สุดท้ายนี้อยากฝากชื่นชมไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เข้มงวด ห้ามนำเหล้าเบียร์เข้าไปในพื้นที่อุทยาน วนอุทยานเพื่อลดปัญหา และจากการสอบถามประชาชนเราพบว่าจำนวนมากที่พอใจกับมาตรการนี้เพราะคนเมามักจะสร้างปัญหาและความเดือดร้อนรำคาญ และรู้สึกปลอดภัยขึ้น หลังปีใหม่เครือข่ายเตรียมเข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอบคุณในเรื่องนี้ด้วย” นายคำรณ กล่าว