เสือตัวที่ 6

เหตุการณ์ที่มีการปิดล้อมและตรวจค้นผู้ต้องสงสัยของเจ้าหน้าที่รัฐ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 นาย ซึ่งล้วนเป็นชายวัยหนุ่มฉกรรจ์ บริเวณเทือกเขาตะเว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส กำลังตกเป็นข่าวคึกโครมที่สร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดกับคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่มีต่อคนของรัฐ เพื่อหวังจะสร้างความหวาดระแวงระหว่างคนในพื้นที่กับคนของรัฐให้ดำรงคงอยู่และยังอาจทวีความบาดหมางต่อกันให้มากขึ้น อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนักสร้างแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามารถสอดแทรกเข้าไปปลุกระดมสร้างความคิดเห็นต่างให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

โดยในเบื้องต้น รายงานข่าวแจ้งว่า มีการยิงปะทะกันบนภูเขาระหว่างทหารพรานกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มก่อความไม่สงบ กระทั่ง "โจรใต้" สังเวยชีวิตไป 3 ศพ ยึดปืนอาก้า และ ปืนพกขนาด 9 มม. ได้อย่างละ 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้ง 3 นายดังกล่าว ล้วนเป็นคนในพื้นที่ หากแต่ในเวลาต่อมา มีคนในครอบครัวของผู้เสียชีวิตและคนในหมู่บ้าน ต่างออกมาให้ข่าวในทางตรงข้ามในทำนองว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คน ไม่ได้เป็นโจรใต้ พวกเขาเป็นคนดี และไม่เคยมีอาวุธปืนใดๆ ในครอบครอง

กระแสตีกลับเข้าใสกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่แห่งนี้ในวงกว้าง และยังสะท้อนไปยังบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของรัฐในการนำความสงบสุขมาสู่ดินแดนแห่งนี้ ให้เกิดความไม่แน่ใจในการทำงาน และยอมรับมาการทำงานเพื่อนำคนร้ายมาสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ จะกระทำได้ยากมากขึ้น ด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ จะเกิดความไม่มั่นในในการทำงาน แม้การทำงานครั้งนี้ จะได้รับการยอมรับจากคนระดับนำของหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยออกมาแถลงการณ์ในเชิงยอมรับและรับไปตรวจสอบความเป็นจริงในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งยังให้คำมั่นว่า หากพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการปะทะโดยเข้าใจผิดและบุคคลทั้ง 3 ไม่ได้เป็นคนร้าย ก็จะลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้องตามกฎหมาย

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ชายฉกรรจ์ทั้ง 3 ที่เสียชีวิตเหล่านั้น ขึ้นไปทำอะไรบนเทือกเขาตะเว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองกำลังติดอาวุธของขบวนการก่อเหตุร้ายปลายด้ามขวานแห่งนี้ มักจะใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อน ซ่องสุม วางแผน เตรียมการในการก่อเหตุร้าย ตลอดจนมักใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนหลังจากก่อเหตุร้ายในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ด้วยมักจะมีแนวร่วมขบวนการที่แฝงตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ในหมู่บ้านใกล้เทือกเขาเหล่านั้น แอบขึ้นไปซุกซ่อนเสบียงอาหาร ตลอดจนเวชภัณฑ์สำคัญ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ดำรงชีพของกองกำลังคิดอาวุธหัวรุนแรงเสมอมา

ความยากของการทำงานปราบปรามคนในขบวนการแบ่งแยกผู้คนไทยออกจากการแห่งนี้ จึงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภัยคุกคามต่อความมั่นคงที่นี่ คือภัยุกคามแบบใหม่ที่ไม่เปิดเผยตัว ทั้งยังมีแนวร่วมในหลากหลายรูปแบบที่คอยสนับสนุนการต่อสู้อยู่ในเกือบทุกสาขาอาชีพ มีองค์กรภาคประชาสังคมอยู่มากมาย (CSO) คอยเป็นตัวช่วยในการทำลายความน่าเชื่อถือ ทำลายความชอบธรรมของฝ่ายรัฐในทุกรูปแบบ มีทีมงานด้านการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) จึงเห็นได้ชัดว่า ลำพังกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงของขบวนการร้ายแห่งนี้ จะไม่สามารถก่อการร้ายใดๆ ได้ หากไม่มีแนวร่วมขบวนการ คอยให้การสนับสนุนการใช้ความรุนแรง

และเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ปัญหาไฟใต้แห่งนี้ แก้ไขได้ไม่ง่ายดังที่คิด แม้คนในขบวนการร้ายแห่งนี้ จะมีอาวุธที่จะใช้ต่อสู้ด้วยความรุนแรงกับรัฐ จะมีไม่มาก หากแต่พวกเขาใช้สมองอันชาญฉลาดในการต่อสู้กับรัฐ หลายกรณีที่คนฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือตำรวจ จะถูกลอยแพ ให้ต้องตกเป็นจำเลยในคดีความที่ถูกแนวร่วมขบวนการฟ้องรองเอาผิด ในขณะที่หน่วยงานระดับนโยบาย มีหนทางในการช่วยเหลือพี่น้องทหาร ตำรวจที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ขวัญและกำลังใจในการทำงานระดับปฏิบัติการในพื้นที่อ่อนน้อยถอยลงตามลำดับอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น

เหตุการณ์ความสูญเสียจากการไล่ล่า ตรวจค้นของกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐ จนทำให้ชายทั้ง 3 คนเสียชีวิตบนเทือกเขาตะเว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงเป็นจังหวะก้าวของรัฐที่น่าจะนำไปเป็นบทเรียนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง และหน่วยงานระดับนโยบาย ก็จะต้องให้ความตระหนัก และมีมาตรการที่มากพอในการดูแลการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนของรัฐ ตลอดทั้งต้องมีมาตรการช่วยเหลือคนของรัฐเหล่านั้น ให้สามารถต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมอย่างสมภาคภูมิและเป็นธรรม บนสมมติฐานที่ว่า คงไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใด จงใจจะทำเรื่องเลวร้ายให้เกิดขึ้นตามอำเภอใจ และไม่มีคนของรัฐคนใดที่ตั้งใจจะก่อเหตุเลวร้ายให้เกิดขึ้น เพราะพวกเขาถูกสร้างมาให้นำความสงบสุข ร่มเย็น ความเจริญก้าวหน้ามาให้คนในพื้นที่ และถูกสร้างมาให้นำคนร้ายที่นิยมความรุนแรงมาเข้าสู่การพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ มากกว่าจะก่อความรุนแรงเสียเอง

กระแสในโลกโซเชียล โหมกระหน่ำเข้าใส่คนของรัฐอย่างทรงพลังยิ่ง พื้นฐานเดิมของคนในพื้นที่ก็ยังคงหวาดระแวงเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเพียงต่อเติมเชื้อไฟเพียงน้อยนิด อันเกิดจากช่องว่างของความคลุมเครือที่ยังไม่อาจพิสูจน์ความเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการร้ายแห่งนี้หรือการเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ความหวาดระแวง ความห่างเหิน ความเกลียดชังของคนในพื้นที่ที่มีต่อรัฐก็จะถูกขยายไปในวงกว้างอย่างรุนแรง เหล่านี้คือปรากฎการณ์ที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงของรัฐจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น มีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้น มีมาตรการในการสนับสนุน และคุ้มครองพี่น้องทหาร ตำรวจที่เสี่ยงชีวิตเพื่อบังคับใช้กฎหมายของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่าให้ความตั้งใจดีของคนระดับปฏิบัติต้องว้าเหว่ และผลักพวกเขาไปเข้าทางขบวนการก่อเหตุร้ายแห่งนี้อีกต่อไป

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน