ทวี สุรฤทธิกุล

เป็นไปได้ว่า “การเมืองใต้ดิน” ในปี 2563 จะมีความร้อนแรง

หากจะแปลความกันง่ายๆ “การเมืองใต้ดิน” ก็คือ “การเมืองที่เล่นกันในทางลับและไม่ถูกกฎหมาย” เหมือนกับ “หวยใต้ดิน” ที่ทั้งๆ รู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ก็มีคนเล่นกันอย่างโจ๋งครึ่มเต็มบ้านเต็มเมือง เช่นเดียวกันกับการเมืองใต้ดิน ที่ยังมีคนเล่นกันอยู่ตลอดเวลา และนับวันจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนที่มีอำนาจพยายามที่จะกีดกัน โดยฮุบอำนาจ “การเมืองบนดิน” เอาไว้เล่นแต่ในพรรคพวกตน

“การเมืองบนดิน” คือการเมืองที่กำหนดไว้ในกฎหมายต่างๆ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ลงมาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นต้นว่า พระราชบัญญัติพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ไปจนถึงบรรดาประกาศคำสั่งต่างๆ ของผู้มีอำนาจ เป็นต้นว่า ประกาศของคณะ คสช. ซึ่งยังคงมีใช้อยู่อีกหลายฉบับ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ “กำหนดกรอบ” หรือ “คล้องโซ่” ให้กับบรรดาผู้เล่นทางการเมืองไว้อย่าง “รัดแน่น” ดังที่ได้สร้างปัญหาความขัดแย้งให้เกิดขึ้นมากมายอยู่ในเวลานี้

ถ้าจะว่ากันไปแล้ว การที่ผู้มีอำนาจใช้เครื่องมือทางกฎหมายมาควบคุมกิจกรรมทั้งหลายทางการเมืองนี้ ออกจะเป็นเรื่องที่ “ไม่แฟร์” หรือ “ไม่เป็นธรรม” แก่ผู้ร่วมเล่นในทางการเมืองเป็นอย่างมาก เข้าทำนองที่ว่า “ใครมีอำนาจ เขาก็เขียนรัฐธรรมนูญ(รวมถึงกฎหมายต่างๆ นั้นด้วย)เพื่อพวกเขานั่นแล” ดังที่ได้เห็นการวางหมากกลในการสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ และการควบคุมองคาพยพต่างๆ ทางการเมืองไว้ด้วยกฎหมายอื่นๆ รวมถึงการออกแบบให้องค์กรอิสระหลายๆ องค์กร “อยู่ใต้ร่มเงา” ของผู้มีอำนาจ ซึ่งถ้าเป็นภาษามวยก็คือ “กรรมการก็เล่นด้วย” ทำให้คนที่จะแข่งขันกับผู้มีอำนาจนั้นเสียเปรียบทุกประตู

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของการเมืองคือ “การแข่งขัน” โดยเกิดจากแนวคิดที่ว่า “ผู้ปกครองคือผู้ที่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ดีที่สุด” ซึ่งในยุคโบราณครั้งที่ประชาชนยังไม่มีปากมีเสียง หรือผู้ปกครองต่างๆ “อ้างสิทธิ” (ที่ผู้ปกครองอ้างว่าได้รับมาจากอำนาจพิเศษต่างๆ เช่น เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์) ที่จะเข้ามาดูแลประชาชนเสียเอง ประชาชนก็จำต้องก้มหัวยอมรับให้ผู้ปกครองนั้นปกครองพวกเขามาโดยตลอด การเมืองในยุคโบราณจึง “ไร้คู่แข่งขัน” จนกระทั่งประชาชนเกิดความรู้สึกว่า แท้ที่จริงแล้วผู้ปกครองนั้นปกครองอยู่ได้ก็เพราะพวกเขาคือประชาชนให้ความยินยอมนั่นเอง ต่อมาจึงเกิดการเรียกร้องที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดย “อ้างสิทธิ” (ว่าอำนาจในการปกครองนั้นมีประชาชนเป็นเจ้าของ) ให้ตัวแทนของประชาชนได้เข้าไปปกครองร่วมด้วย อันเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตย ที่แปลว่า “ประชาชนเป็นใหญ่”

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อำนาจทางการปกครองจะต้องได้มาด้วยระบบการแข่งขันที่ยุติธรรม ดังนั้นจึงมีการกำหนดกติการ่วมกันของตัวแทนประชาชนเหล่านั้น ซึ่งจะต้องเป็นกติกาอันเป็นที่ยอมรับกันของทุกๆ ฝ่าย นั่นก็คือการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาหลักของชาติ นำมาสู่การปกครองโดยกฎหมาย ที่เรียกว่า “นิติรัฐ” อันเป็นหลักการที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยอีกอย่างหนึ่ง เพื่อป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของบุคคลหรือคณะบุคคล อย่างที่เรียกว่า “เผด็จการ” คือการใช้อำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง

ในแนวคิดของนักประชาธิปไตย การเมืองที่ยึดหลักกฎหมายจะสร้างความโปร่งใสและทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตาม การเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ยังมีคนที่ดีและคนที่เลว โดยคนที่เลวนั้นมักจะชอบ “เล่นนอกกติกา” รวมถึงที่เล่นการเมืองในทางลับ และหาทางเอาเปรียบร่วมกับการทำลายล้างคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องสร้าง “ประชาชนที่ฉลาด” คือรู้จักแยกดีแยกชั่ว ให้คอยตรวจสอบควบคุมนักการเมืองเหล่านั้น ประชาธิปไตยจึงต้องไม่ไปปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองใกล้ๆ ตัวที่กล่าวถึงอันตรายของการปิดกั้นการมีส่วนร่วมและการรับรู้ของประชาชน ก็คือเหตุการพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ที่ผู้ปกครองในครั้งนั้นยังอยู่ในความคิดเก่าๆ ที่จะปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารต่างๆ ทางการเมือง เช่น ควบคุมวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ไม่ให้เสนอข่าวสารการเคลื่อนไหวของม็อบที่ต่อต้านรัฐบาล แต่เป็นโชคร้ายของรัฐบาลที่เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย คือโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต และทีวีดาวเทียมได้ถูกนำมาใช้ ซึ่งประชาชนได้สื่อสารกันผ่านช่องทางนี้ จนกลุ่มม็อบในครั้งนั้นได้ชื่อว่า “ม็อบมือถือ” ที่เขารายงานข่าวสารกันผ่านทางอินเตอร์เน็ตและทีวีดาวเทียมที่ส่งผ่านไปมาได้จากต่างประเทศ รัฐบาลจึงไม่อาจปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน ที่สุดรัฐบาลก็พ่ายแพ้ไปอย่างยับเยิน

ทำนองเดียวกัน ปัจจุบันเราได้ข่าวว่ารัฐบาลกำลัง “ควบคุมการแสดงออก” ของประชาชน เช่น ถ้าพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบก็อย่าก่อม็อบออกมามาตามท้องถนน หรือกิจกรรม “วิ่ง ไล่ ลุง” ที่มีเจตนาให้ส่งผลกระทบต่อผู้มีอำนาจ ก็ได้รับ “ดูแล” จากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด นัยว่าไม่ให้ส่งผลต่อการขยายตัวเป็นม็อบการเมือง ซึ่งการกระทำอย่างนี้ของผู้มีอำนาจ ล้วนแต่เป็นเรื่อง “บ้องตื้น” คือคิดไม่รอบคอบ ที่อาจจะเป็นด้วยไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย หรืออาจจะเป็นเพราะ “เหิมเกริม” และ “คลั่งอำนาจ” จนเกินไป

การแสดงออกทางการเมืองคือการแข่งขันกันสร้างจุดเด่น เพื่อที่สุดก็คือสร้างความนิยมและเอาชนะกันในทางการเมืองอื่นๆ ซึ่งกลุ่มที่แข่งขันกับรัฐบาลก็พยายามจะชี้ให้เห็นอันตรายของรัฐบาลที่เป็น “เผด็จการจำแลง” และพยายามทำให้ประชาชนเห็นว่ากลุ่มของตน “เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง” เพื่อให้ประชาชนยอมรับ อันเป็นกิจกรรมที่แสดงออกทั่วไปในระบอบประชาธิปไตย ที่เราเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “การแข่งขันกันตามกติกา” แต่ถ้าผู้มีอำนาจอ้างว่าการกระทำดังกล่าวผิดกติกาหรือทำผิดกฎหมาย(ที่ผู้มีอำนาจเขียนควบคุมไว้) ผู้คนที่ต้องการแสดงออกก็ต้องหันไปเล่นการเมืองแบบใต้ดิน ซึ่งจะยากแก่การควบคุมแก้ไขมากกว่า

รัฐบาลอาจจะชนะการเมืองบนดิน แต่ที่สุดก็จะแพ้การเมืองใต้ดิน

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน