เสือตัวที่ 6

จากกรณีเหตุการณ์ลอบทำร้ายป้อมจุดตรวจที่ อ.ลำพะยา จว.ยะลาที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ถูกสังหารอย่างไร้มนุษยธรรมไปถึง 15 ชีวิต นับเป็นกรณีหนึ่งในหลายๆ กรณี หลายๆ เหตุร้ายที่เกิดจากการกระทำของกลุ่มคนหัวคิดรุนแรงในขบวนการแบ่งแยกผู้คนในแผ่นดินไทยให้ถอยห่างแตกต่างกัน ที่เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน โดยเฉพาะสิทธิต่อชีวิต โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม บางคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและอดีตเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายพลเรือนที่ช่วยกันทำหน้าที่อาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านในวันเกิดเหตุ ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ควรได้รับการคุ้มครองทั้งในทางกฎหมายและในทางศาสนาที่เรียกว่า เป็นสิทธิต่อชีวิตที่ทุกชีวิตควรได้รับการปกป้องดูแลให้ดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างที่ไม่อาจมีใครบังอาจตัดสินใจคร่าชีวิตทุกชีวิตในโลกใบนี้ไปได้แม้จะอ้างด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลุ่มแนวร่วมที่เป็นนักคิดนักจิตวิทยา นักวิชาการในขบวนการร้ายแห่งนี้ พยายามเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับกลุ่มคนร้าย โดยอ้างความเป็นมนุษย์และสิทธิต่อชีวิตของคนร้ายในขบวนการเหล่านี้อย่างแข็งขัน ผ่านสื่อในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง นับเป็นการทำงานอย่างสอดประสานระหว่างนักคิดในขบวนการกับกองกำลังติดอาวุธอย่างมีจังหวะจะโคน อาทิ การเรียกร้องด้วยวาทะกรรมที่ว่า ภาครัฐควรสืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุรากเหง้าของปัญหาการใช้ความรุนแรงโต้ตอบกันทั้งในระดับชุมชน และภาพรวมของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน โดยอ้างว่าเป็นความจำเป็นที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งเพื่อลดความรุนแรง ทั้งพยายามให้ภาครัฐใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาการโดยหลีกเลี่ยงความรุนแรงโต้ตอบกัน และให้ทุกฝ่ายต้องมีความอดทนอดกลั้น

ในขณะที่วาทะกรรมข้างต้นเหล่านั้น กลับไม่สามารถเรียกร้อง หรือนำไปใช้ได้จริงในฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ ที่นิยมความรุนแรงของขบวนการในพื้นที่แม้แต่น้อย จึงดูประหนึ่งว่า ข้อเรียกร้องและความเห็นผ่านวาทะกรรมที่สวยหรูทั้งหลาย มีจุดประสงค์มุ่งตรงมาที่ฝ่ายรัฐ อันเป็นการเอื้ออำนวยให้ฝ่ายหัวคิดรุนแรง ยังคงมีโอกาสและช่องทางในการก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ละเมิดสิทธิต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ได้ต่อไปอย่างไม่มีวันไม่สิ้นสุด ในทางตรงข้าม กลับเป็นการต่อเติมพลังให้กับกองกำลังติดอาวุธ ให้เข้มแข็ง เพื่อยังคงสร้างเหตุเลวร้ายในพื้นที่ได้อยู่ต่อไปโดยไม่ต้องอยู่ในกติกาหรือเคารพในสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น เหล่านี้คือความเป็นจริงที่จะช่วยกระตุกเตือนผู้คนในสังคมไทยและสังคมโลกว่า ในขณะที่ฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ มีการเรียกร้องให้ภาครัฐ ยังคงรักษาสิทธิมนุษยชน ผ่านกลไกของกฎหมาย และเดินตามแนวทางสันติวิธี หากแต่ขบวนการเองกลับมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของคนอื่นๆ ในโลกใบนี้อย่างกว้างขวางตลอดมา ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐ ได้แสดงออกถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนตลอดมาว่า รัฐจะบังคับใช้กฎหมายของประเทศ และแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยแนวทางสันติวิธี นำคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคนๆ นั้น อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

อาทิ กรณีการติดตามคนร้ายกลุ่มที่ละเมิดสิทธิต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ลำพะยา หน่วยงานของรัฐก็ดำเนินการทุกอย่างตามกติกาของกฎหมาย หาได้ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรงไม่ โดยมีความคืบหน้าตลอด 1 เดือนมีปฏิบัติการติดตามไล่ล่าคนร้าย และออกหมายจับผู้ต้องหา 10 คน ล่าสุดช่วงต้นเดือน ธ.ค. ออกหมายจับมากถึง 6 คน ส่วนใหญ่อาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งจากวัตถุพยานและสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ที่คนร้ายทิ้งไว้ในจุดเกิดเหตุ แล้วนำไปตรวจเทียบเคียง คนร้ายที่ถูกออกหมายจับมีทั้ง "มือปฏิบัติการ" ซึ่งคนเหล่านี้จะมาจากต่างอำเภอและต่างจังหวัด กับ "แนวร่วมที่ให้การสนับสนุน" กลุ่มนี้จะมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอเมืองยะลา เช่น ตำบลลำใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับตำบลลำพะยา ซึ่งกลุ่มนี้คาดว่าเป็นกลุ่มสนับสนุน โปรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ขวางถนน แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีการรวมกำลังจากคนในพื้นที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุร่วมกันก่อเหตุด้วย นอกจากนั้นยังมีผู้ต้องหาคนสำคัญ 2 คน คือ นายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ กับ นายซอบรี หลำโสะ ซึ่งมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ด้วย

ด้วยการบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกจากคนไทยโดยทั่วไป ต่อเติมให้คนกลุ่มนี้และแนวร่วมของขบวนการเกิดการเกลียดชังคนที่เกิดในแผ่นดินเดียวกันได้อย่างสุดโต่ง ทำได้แม้การทำลายชีวิตผู้อื่นอย่างไม่มีหลักการเหตุผลใดจะมาอ้างได้ ที่คนเหล่านั้น ไม่มีสิทธิหรืออำนาจใดๆ ในการตัดสินให้ชีวิตใดชีวิตหนึ่งให้อยู่ในโลกใบนี้หรือต้องจากโลกนี้ไป จากข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวมากนัก แต่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มก่อความไม่สงบ หรือกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงในขบวนการที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ความเกลียดชังที่ถูกฝังรากลึกในสมอง ใช้ความแตกต่างทางกายภาพมาแบ่งแยกผู้คน ร่วมกับความเชื่อความศรัทธาในหลักศาสนามาบิดเบือนให้เป็นพลังในการต่อสู้ มีทีมงาน นักคิด นักจิตวิทยาให้การสนับสนุนการต่อสู้ทางความคิด และการสร้างความชอบธรรมในการก่อความรุนแรงเสมอมา

หากแต่ในการต่อสู้ของฝ่ายขบวนการสร้างความเกลียดชังในพื้นที่ ยังคงใช้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสองขาที่คู่ขนานกันไปอย่างประสานสอดคล้อง โดยยุทธศาสตร์ขาที่หนึ่งใช้การเรียกร้องและนำเสนอวาทะกรรมของบรรดาภาคประชาสังคมในชื่อต่างๆ ที่มุ่งประสงค์ให้รัฐใช้ความละมุนละม่อม ใช้แนวทางสันติวิธี และการเคารพสิทธิมนุษยชนของพวกตน ผ่านสื่อทุกแขนง เพื่อให้รัฐพะวักพะวงในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตลอดมา โดยพยายามมองข้ามการกระทำอันเลวร้ายป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่พร้อมจะทำลายล้างเป้าหมายของพวกเขาอย่างไร้ความปรานี อันเป็นยุทธศาสตร์ของขาอีกข้าหนึ่งที่มุ่งจุดไฟความขัดแย้งให้ลุกโชนอยู่ต่อไป โดยไม่ใยดีกับกระแสของการเรียกร้องสิทธิต่อชีวิต ที่มุ่งประสงค์ว่าทุกชีวิตควรได้รับโอกาสในการดำรงอยู่ในโลกใบนี้อย่างเท่าเทียมกัน

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน