เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ที่บัลลัง 6 ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ นัดฟังคำพิพากษาคดีลักลอบขนนอแรด หมายเลขคดีดำ อ.3682/2560 เลขคดีแดง อ7424/61 ที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางฐิติรัตน์ อาราอิ น.ส.กานต์สินี อนุตรานุศาสตร์ พ.ต.ต.วรภาส บุญศรี อดีตรองอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นจำเลยที่1-3 ในความผิด ฐานร่วมกันพาหรือนำของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรฯ, ร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งซากสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันนำซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร

โดยศาลอุทธรณ์ ได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐาน พฤติกรรมแสดงออกของจำเลยที่ 3 ตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อกำลังออกผ่านเจ้าหน้าที่ศุลกากรบริเวณช่องเขียว และเมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรพบแล้วว่าในกระเป๋ามีนอแรดบรรจุอยู่และการแสดงตัวว่าเป็นพนักงานอัยการหลังถูกพบการกระทำผิดประกอบกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏทางนำสืบของโจทย์แล้วเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 น่าจะรู้เพียงว่าจำเลยที่1และจำเลยที่ 2 มีกระเป๋าเดินทางมาด้วยและต้องเดินผ่านออกไปนอกอาคารผู้โดยสาร การที่จำเลยที่3 มาปรากฏตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจโดยมีเจตนาจะพาจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่1 ออกมาทางช่องทางไม่มีสิ่งของต้องสำแดงพร้อมกับกระเป๋าที่จำเลยที่ 1และที่ 2 พามาโดยสะดวกและไม่ต้องเสี่ยงกับการต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งไม่ว่าในกระเป๋าจะมีสิ่งของใดอยู่ก็ตามก็จะส่งผลให้จำเลยที่ 1 และ 2 กับกระเป๋าของกลางรอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ศุลกากร แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวถูกตรวจค้นได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยเจตนาในความผิดฐานเกี่ยวกับหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร อุทธรณ์ของจำเลยที่3 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 3 สมควรได้รับโทษน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามหลีกเลี่ยงข้อกำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากรส่วนการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดฐานเกี่ยวข้อง ในการพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรแต่จำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้นำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งนอแรด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานนำเข้าซากของสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์และฐานนำเข้าซากสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พิพากษาแก้ว่าให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนำเข้าซึ่งซากของสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าและฐานนำเข้าซึ่งซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 จากจำคุก 4 ปี แก้เป็นจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้นจำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่10 มีนาคม 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านตรวจอาคารผู้โดยสารตรวจค้นกระเป๋าต้องสงสัยพบนอแรด21 นอมูลค่ากว่า 173 ล้านบาท จำเลยทั้ง 3 อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งให้อัยการจังหวัดสมุทรปราการ โดยอัยการสั่งฟ้องทั้ง 3 ตามความผิด พ.ร.บ.ศุลกากรพ.ศ.2469 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83และยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2562 กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ศาลชั้นต้น ได้พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1-3 คนละ 4 ปี โดยไม่รอการลงอาญา ก่อนที่จะขอประกันตัวออกมาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาจำเลยทั้งสามคนพร้อมทนายความ ได้เดินทางมารับ ฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาจำเลยทั้งสาม ได้เตรียมหลักฐานให้ทนายยื่นขอประกันตัว ก่อนให้ศาลอุธรณ์พิจารณาเพื่อต่อสู้ในชั้นฎีกาต่อไป
สมุทรปราการ สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน