แม้สถานการณ์เศรษฐกิจจะกลายเป็นเป้าโจมตีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ในการเป็นประธานพิธีเปิดตัว เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network : TRBN) และงานสัมมนา “ถึงเวลา เติบโต ร่วมกัน” ซึ่งมีภาคเอกชนคณะผู้บริหารสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าร่วมในงานดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลังภาคเอกชนจะร่วมสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทยได้อย่างไร และภาครัฐพร้อมสนับสนุนอะไรบ้าง” มีบางช่วงบางตอนที่พยายามสื่อสารถึงปัญหาทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของประเทศ และแสวงหาความร่วมมือ

เช่น “วันนี้กฎหมายอาจจะออกยากสักนิด เพราะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ไม่มีปัญหา ถ้าทุกคนเข้าใจ เราจะต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว ต้องเอาผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ หากเราไม่เปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำ จะแก้อะไรไม่ได้ จะชะงักที่เดิม และจะต่ำเตี้ยอยู่แบบนี้ ทั้งที่โอกาสเรามีมากมาย ผมไปทุกประเทศเขาชื่นชมประเทศไทย บ้านเมืองมีเสถียรภาพ สงบเรียบร้อย แม้จะมีปัญหาทางการเมืองเป็นธรรมดา เขาก็รับได้ แต่ทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้ชื่อเสียงของเราเสียหายในเวทีต่างประเทศ คงไม่ใช่เพราะผม แต่เป็นเพราะพวกเราช่วยกันขอฝากทุกคนที่เป็นคนไทยช่วยทำให้บ้านเมืองสงบสุข มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่น อะไรไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาใหญ่หยุดกันเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเดินหน้าไม่ได้ ความขัดแย้งก็สูง ประชาชนก็ไม่เข้าใจ เดินอะไรไม่ได้สักอัน แล้วจะเกิดอะไรกับประเทศไทย ได้อะไรมาก็ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์”

“ผมอยากให้ทุกคนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น อย่างเช่นสงคราม ถ้าเกิดขึ้นก็จะแรงกว่าเดิม คนดูในช่องสารคดีผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ ถ้าย้อนกลับไปดูจะเห็นความน่ากลัว ความเสียหายที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ทั้งจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่เกิดจากความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้ง และเมื่อไหร่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็จะเกิดการรวมกลุ่มขึ้นมา ทั้งฝ่ายตะวันตก อักษะ พันธมิตร และจะรบกันด้วยนิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิด ของเรายังไม่มีปัญหาถึงขั้นขนาดนั้น แต่จะเกิดขึ้นที่อื่น เราก็ต้องเตรียมตัวของเราไว้ตรงนี้ เพราะเมื่อมันเกิดตรงอื่น ตรงนี้ก็จะเกิด และความขัดแย้งจะเกิด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีทหารไว้ทำไม”

“ผมหวังให้ทุกคนร่วมกันพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน ร่วมกันใช้ทรัพยากรอันล้ำค่าของเราที่เหลืออยู่อย่างจำกัด แต่ที่เหลืออยู่มากคือรอยยิ้ม เพราะฉะนั้น อย่าแยกเคี้ยวใส่กันให้มากนัก รอยยิ้มสยามจะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มสยอง เพราะทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราต้องช่วยกัน กฎหมายคือกฎหมาย ให้กลไกทำงานไปก็จบเรียกว่าเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่เช่นนั้นปัญหาใหม่มันก็เข้ามาอีก และสะสมกันไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เดินหน้าก็ติดอยู่ปัญหาเดิม ตนพูดถึงทุกปัญหา และอยากขอให้ช่วยกันสร้างจิตสำนึก ความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันไม่นิ่งดูดาย ไม่มัวโทษกันไปมา”

และ“ผมไม่ใช่นักธุรกิจ และไม่ใช่นักธุรกิจการเมือง ผมเป็นนักปฏิบัติ ต้องช่วยผมทำตรงนี้ การเมืองก็เรื่องของการเมือง ก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันเท่านั้น เคารพซึ่งกันและกัน มันก็จบ ช่วยกันดึง ช่วยพา ช่วยกันนำไป เดี๋ยวมันก็ทำได้หมด เพราะทั้งหมดคือคนไทย ถ้าคนไทยไม่ทำแล้วใครจะทำ แล้วคนไทยที่ว่าคือ ทั้งผม นักการเมือง ข้าราชการ เอกชน ถ้าเราไม่ร่วมมือในประเทศจะเกิดอะไรขึ้น แล้วต่างประเทศเขาจะไว้ใจหรือไม่ เราไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ขัดแย้งกันเอง ต่างชาติเขาเห็นก็บอกว่าน่าเสียดายตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันดึงเขากลับมา เอาประเทศชาติมาก่อน แล้วจะสู้กันอย่างไรก็ค่อยว่ากันต่อไป”

กระนั้น เราคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชนในการลงทุน และภาคเอกชนมีความเข้มแข็ง เพื่อสัญญาณบวกด้านเศรษฐกิจก็จะกลับมาในเร็ววันนี้