ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

ข้อจำกัดอันกว้างใหญ่ในชีวิตของเรา...เกิดจากดวงใจที่ไม่ยอมนบน้อมต่อสภาวะอันปล่อยวางใดๆ ที่เข้ามาผสานข้องเกี่ยว...มัน จึงทำให้การรับรู้ของเราต้องดำดิ่งลงสู่ฐานรากของความไม่มั่นคง ในนามแห่งจิตวิญญาณอันเป็นเนื้อในของความสุขที่เป็นจริงเสมอ...ในวิถีแห่ง “เซน” คำกล่าวอันแม่นตรงของ “ซุนริว ซูซูกิ” พระเซนคนสำคัญ ผู้มีชื่อเสียงก้องโลกชาวญี่ปุ่น..ได้แสดงเป็นคำสอนไว้อย่างน่าศรัทธาต่อการเรียนรู้ว่า.. “เมื่อจิตไม่ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัด นั่นแหละคือสิ่งที่เราหมายถึงการปฏิบัติ” นั่นคือการเน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาถึงว่า...การถือปฏิบัตินั้น ย่อมไม่มีอะไรเป็นพิเศษ...เหตุนี้การฝึกเซน กับการกระทำกิจวัตรประจำวันนั้นจึงไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน...อันหมายถึงว่าแท้จริงแล้ว การค้นหาความหมายของชีวิตก็คือการค้นหาความหมายของการดำรงชีวิตในแต่ละวันของคนเราทุกคนนั่นเอง

“เมื่อตอนที่ฉันอยู่ที่อารามเอเฮจิ พวกเราที่นั่นแค่ทำสิ่งที่เราต้องทำ มันเหมือนกับที่เธอตื่นในเวลาเช้า และนั่นแหละคือทั้งหมด เมื่อเราต้องนั่ง เราก็นั่ง ....เมื่อเราต้องกราบพระ เราก็กราบพระ/ครั้นเมื่อเราปฏิบัติ เราต่างไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เป็นพิเศษ เราไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำไปว่า เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในอาราม...สำหรับพวกเราแล้ว ชีวิตในอารามคือชีวิตที่เป็นปกติ”

อย่างไรก็ดีสิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า. “..อะไรก็ได้คือการปฏิบัติ ดังนั้นจึงไม่ต้องลงมือปฏิบัติใดๆเลย”...แต่คำอธิบายในประเด็นของการที่จิตไม่ถูกจำกัด คือการปฏิบัติข้างต้น...ได้โน้มนำไปสู่คำสอนต่อความเข้าใจอันชัดแจ้งว่า “หากใครก็ตามได้คิดหรือพูดว่า...อะไรก็ตามที่ฉันทำล้วนคือพุทธภาวะ ที่ไม่จำเป็นต้องซาเซนอะไรเลย “นั่นย่อมหมายถึงว่า...เรายังคงถูกจำกัดด้วยความเข้าใจแบบทวิภาวะอยู่...การฝึกความคิดให้เข้ากับเป็นหนึ่งเดียวกับจิตเดิมแท้ อันหมายถึง “ซาเซน” นั้นย่อมทำให้เกิดภาวะขั้วตรงข้ามในโลกแห่งการดำรงอยู่ขึ้นมา...นั่นคือบทเริ่มต้นของการฝึกฝนความเข้าใจให้บรรลุสู่ความเป็นเซนในที่สุด..

“จิตใจของผู้เริ่มต้น”...จึงนับเป็นจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาเซน... การไม่ตกอยู่ใน “ทวิภาวะ” และ “จิตเดิมแท้” ของเรานั้น...ถือว่าได้รวมทุกสรรพสิ่งเข้าไว้อยู่แล้ว...

ดังนั้นการมุ่งศึกษาเซนในทัศนะของ “ซุนริว ซูซูกิ” ในบทเริ่มต้นนี้จึงอยู่ที่การปฏิบัติ เพื่อการรักษาจิตใจของ “ผู้เริ่มต้น”เอาไว้..มันไม่ใช่จิตใจอันคับแคบ แต่หากคือจิตที่ว่างและเตรียมพร้อม...ทั้งนี้เพราะ......

“หากจิตของเธอว่าง มันก็พร้อมสำหรับทุกสิ่ง มันเปิดกว้างสำหรับทุกๆสิ่งในจิตใจของผู้เริ่มต้น ซึ่งมีสิ่งที่เป็นไปได้มากมาย...เพียงแต่ว่าในจิตของผู้เชี่ยวชาญนั้น...มีสิ่งที่เป็นไปได้น้อยมาก ทั้งนี้ก็เพราะว่า...ในจิตของผู้เริ่มต้นนั้นจักไม่มีความคิดที่ว่า “ฉันได้บรรลุบางสิ่ง” ความคิดที่ถือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางทั้งหลายนั่นแหละ ที่จำกัดจิตอันกว้างใหญ่ของเรา ...ทั้งหมดนี้เปรียบดั่งความหมายอันเป็นความลับของเซน...มันอาจจะเป็นเช่นนั้นทั้งหมดทั้งมวลก็ได้ แต่ก็...ไม่เสมอไป”

นัยแห่งการรับรู้ในรู้สึกเช่นนี้ คือความลึกซึ้งในความหมายของ “ซุนริว ซูซูกิ” ..มันอาจถูกเรียกว่าข้อมูลทางความคิดที่เกิดแก่ชีวิตเสมอเพียงแต่เราไม่พยายามใส่ใจที่จะเข้าถึงมันอย่างเจิดกระจ่าง...แท้จริงผู้คนของวันนี้ต่างหลบเร้น อยู่ในมุมของความมืดมนอยู่ซ้ำๆด้วยคิดไปว่านั่นคือพื้นที่แห่งความปลอดภัยที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติของโลกแห่งความเป็นจริง...เหตุนี้เราจึงต่างมีความแตกต่างกันในความเชื่อมั่นปฏิบัติที่แปลกแยกกันออกไปอย่างไกลห่าง ซึ่งแท้จริงหากเราหยั่งเห็นและเรียนรู้นัยแห่งทางเดินบนวิถีชีวิตของกันและกันได้บ้าง..ความเข้าใจอย่างโปร่งโล่งก็จักเกิดขึ้น การแสวงหาทางจิตวิญญาณก็จะแผ่ขยายเป็นพลังศรัทธาที่ห่มคลุมโลกอย่างสงบงามได้

“พุทธะมีหน้าเป็นพระอาทิตย์ก็ได้ หรือหน้าเป็นพระจันทร์ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าอะไรก็ดีทั้งนั้น ทุกสิ่งเป็นพุทธะ และจะว่าไปไม่มีแม้แต่พุทธะ”

สิ่งสำคัญสำหรับคำอธิบายอันมีนัยแห่งเซนตรงนี้ก็คือว่า..มันเป็นการเข้าถึงท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบ ด้วยความเข้าใจในบริบทที่เปิดกว้างและขยายทางแห่งวิธีคิด เพราะหากเกิดการคิดในเชิงการเปรียบเทียบขึ้นมันจะไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย ดั่งนี้การเข้าถึงภาวะตื่นรู้จึงหมายถึงการที่เรามีท่วงท่าอันสมบูรณ์ในชีวิตโดยไม่กีดกันสิ่งใด และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยึดติดอยู่กับความคิดของการไม่กีดกัน..เพราะนั่นคือการกีดกันอีกแบบหนึ่ง

ในประเทศญี่ปุ่น ชาวซามูไรได้ฝึกซาเซนอันหมายถึงการฝึกความคิดให้เป็นหนึ่งเดียวกับจิตเดิม เพื่อให้เชี่ยวชาญการใช้ดาบ ซึ่งตราบใดที่ซามูไรยังกลัวตาย เขาก็ไม่อาจทำหน้าที่ซามูไรได้อย่างเต็มความสามารถ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเป็นอิสระจากความคิดของการฆ่าและการถูกฆ่า เขาก็แค่ตอบโต้การกระทำของศัตรูและจะได้รับชัยชนะในที่สุด และหากซามูไรเอาชนะ เขาก็จะมีโอกาสแพ้ ดังนั้นการฝึกลงมือโดยปราศจากความกลัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะความกลัวจะไปจำกัดการกระทำของเรา แม้ว่านี่คือเรื่องของการเอาชีวิตรอดในสนามรบ แต่ในหอภาวนา ซามูไรก็ยังต้องต่อสู้กับตัวเองอยู่ดี

รหัสนัยตรงส่วนนี้คือความคมชัดแห่งการเรียนรู้ในเชิงประจักษ์ผ่านความเข้าใจและตีความ..เนื่องจากว่าในชีวิตประจำวันของทุกคนนั้นไม่ได้มีสถานการณ์คอขาดบาดตายเช่นนี้ เราจึงต่างไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะฝึกในลักษณะนี้ แต่ปัญหาของมนุษย์เกิดขึ้น เพราะเราล้วนมุ่งทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่จำกัดการกระทำของเรา จากนั้นเราก็ไม่อาจทำอะไรให้สำเร็จได้เลยสักอย่าง..

เราควรเข้าใจกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ด้วยสองแนวทาง และสามารถตอบโต้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งโดยไม่มีปัญหา แนวทางแรกก็การเข้าใจว่า ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ดีหรือเลว ถูกหรือผิด และจะพยายามทำกันอย่างยิ่งที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆในแง่มุมนี้ แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรปล่อยวางความเข้าใจที่ว่า...ทุกอย่างมีสองด้านได้ด้วยเช่นกัน และเมื่อนั้นทุกอย่างจะกลายเป็นหนึ่งเดียว..

เหตุนี้..ผู้ที่ใฝ่หาเซนจึงควรที่จะต้องเข้าใจหรือยอมรับสิ่งต่างๆด้วยสองแนวทางนี้...แต่เท่านี้ก็ยังไม่พอ เพราะความเข้าใจนี้ก็ยังเป็น “ทวิลักษณ์” อยู่ดี..และครั้นเราไม่ได้คิดว่า “นี่คือความเข้าใจหนึ่งในสองอย่าง” เราก็ย่อมจะมีอิสรภาพที่จะเลื่อนไหลจากสิ่งหนึ่งไปยังอีกสิ่งหนึ่ง และจะไม่ติดอยู่ในกับดักแห่งความเข้าใจของตัวเอง ไม่ว่าอะไรที่เราทำย่อมจะเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งการภาวนา..ดั่งนี้ พุทธะมีหน้าเป็นพระอาทิตย์ก็ได้ หรือมีหน้าเป็นพระจันทร์ก็ได้..เพราะไม่ว่าจะเป็นหน้าอะไรก็ดีทั้งนั้น..เนื่องเพราะ.. “ทุกสิ่งเป็นพุทธะ และจะว่าไปไม่มีแม้แต่พุทธะ”

ความอิ่มเอมทางปัญญาภายใต้คำสอนที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้...ช่วยบรรเทาความหลงติดของใจอันหน่วงหนักไปด้วยกิเลสแห่งปรารถนา /ความคลาคล่ำแห่งมิจฉาทิฐิให้เบาบางลงได้/...มันคือแก่นสารสำนึกในบันทึกแห่งรูปรอยของตัวตนที่ถูกแกะสลักเสลาด้วยความเข้าใจอันถ่องแท้...มันคือประสบการณ์ตรงของความจริง..ที่เซนได้สอนให้ตระหนักว่า.. เมื่อเราได้ศึกษาอะไรบางอย่างทั้งตัวและทั้งใจ เราย่อมจะมีประสบการณ์ตรง ครั้นเมื่อเราเชื่อว่าตัวเองมีปัญหา...นั่นก็ย่อมหมายความว่าการฝึกฝนของเรายังไม่ดีพอ เพราะว่าหากการฝึกฝนของเราดีพอแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดที่เราเห็น ไม่ว่าสิ่งใดที่เราทำ มันก็ย่อมคือประสบการณ์ตรงของความจริง..ทั้งสิ้น

“ซุนริว ซูซูกิ” ได้อ้างถึงนัยสำคัญแห่งความคิดในประเด็นนี้จากคำสอนของ “โดเก็น” ธรรมาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า.. “ภูเขาน้ำและแม่น้ำ ผืนดินและแผ่นฟ้า ทุกอย่างส่งเสริมให้เราเข้าถึงการตื่นรู้”...ซึ่งในทำนองเดียวกัน คำพูดหรือคำเทศนาของท่าน ก็มีเป้าหมายทำให้ทุกคนเข้าถึงภาวะของการตื่นรู้ และเน้นย้ำให้เรามีประสบการณ์ตรงกับพุทธธรรม... “เธออาจคิดว่ากำลังศึกษาพุทธศาสนาด้วยการอ่าน แต่จริงๆแล้ว เธอยังมีแค่ความเข้าใจในเชิงหลักการ แทนที่จะมีประสบการณ์กับธรรมจริงๆ”

บนสายทางแห่งเซน...บทสรุปที่สำคัญที่สุดก็คือว่า...ความเข้าใจในแง่ของความรู้นั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ยังไม่ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างครบถ้วน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรมองข้ามความเข้าใจที่เป็นความรู้ไป หรือหมายความว่าการตื่นรู้เป็นอะไรที่แตกต่างจากความเข้าใจในแง่ความรู้โดยสิ้นเชิง...แต่ประสบการณ์ที่ตรงและจริงอาจกลายเป็นความรู้ก็ได้ และคำอธิบายเชิงหลักการอาจทำให้เธอมีประสบการณ์ตรงอันถือเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในประเด็นสำคัญก็คือ..เราต้องรู้ว่าสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไร..บางครั้งเราอาจคิดว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นประสบการณ์ของการตื่นรู้ แต่ปรากฏว่าสิ่งนั้นอาจเป็นเพียงความรู้ ...นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องมีครูที่สามารถชี้ให้เห็นความแตกต่างทั้งสองสิ่งนี้ได้..

“เมื่อศึกษาพุทธธรรม เราจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า และไม่เพียงศึกษาด้วยหัวใจ แต่มันรวมถึงร่างกายของเราด้วย หากเธอมาฟังการบรรยาย แม้จะรู้สึกว่าง่วงเหงาหาวนอน และนั่งฟังไม่ไหว แต่การเข้าร่วมฟังจะทำให้เธอมีประสบการณ์ของการตื่นรู้บางอย่าง ประสบการณ์นั้นๆถือเป็นการตื่นรู้ด้วยตัวของมันเอง”

....นี่คือข้อสรุปของความเป็นเซน..ซึ่งมันอาจเป็นเช่นนั้นก็ได้ แต่ก็ “ไม่เสมอไป” โดยธรรมาจารย์เซน ผู้มีชีวิตเผยแผ่ธรรม ในโลกตะวันตกช่วงทศวรรษ 1960 ผู้ก่อตั้งซานฟรานซิสโก เซน เซ็นเตอร์ และศูนย์ปฏิบัติธรรมทัสซาฮารา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ...บนพื้นฐานแห่งธรรมะที่ถือได้ว่า ข้ามพ้นพรมแดนทางภาษาและวัฒนธรรม โดยการลอกเปลือกนอกในความเป็นญี่ปุ่นของเซน พุ่งตรงเข้าใส่การสื่อสารแก่นคำสอนจากใจสู่ใจ ให้แก่นักเรียนเซนชาวอเมริกัน...ท่านเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกความสำคัญ ผู้วางรากฐานความเข้าใจพุทธธรรมในโลกตะวันตก...กระทั่งหนังสือ “Zen Mind,Beginner’s Mind” กลายเป็นหนังสือที่ธรรมคลาสสิกที่ได้รับความนิยมสูงสุด ไล่เลียงมาจนถึงหนังสือเล่มนี้..ที่เฉลยถึงความนัยแห่งการฝึกฝนเซนเอาไว้ด้วยการเพ่งพินิจถึงการฝึกฝนอย่างแตกฉานและลึกซึ้ง...ผ่านตัวอย่างจากการจากกริยาอาการของกบ..สัตว์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีของการภาวนา...เมื่อเราต่างฝึกฝนมานานพอสมควร เราจะหัวเราะ ส่วนหนึ่ง คือการหัวเราะคนที่มีความคิดผิดๆเกี่ยวกับการฝึกภาวนา อีกส่วนหนึ่งเป็นการหัวเราะตัวเองที่เอาแต่นั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย และไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก..

“ไม่เสมอไป” (NOT ALWAYS SO) ถอดความเป็นภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง และเข้าใจในแก่นสารแห่งเซนโดย “อุษณี นุชอนงค์” ผ่านหลักการของสิ่งที่ยากสำหรับครูทุกๆคนโดยเฉพาะครูเซนคือ “การสอนที่ไม่สอน” /และถูกเน้นย้ำขยายความโดยนักเขียนผู้โด่งดัง “ปราบดา หยุ่น” ผู้นบน้อมและศรัทธาในเซนที่เชื่อว่า..เราควรเคารพในทุกทางที่เดิน...ที่แต่ละคนก็ได้รับจากการแสวงหาทางจิตวิญญาณ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เราไม่อาจเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้เลยว่า...บาดแผลของใครที่ต้องการการเยียวยาแบบใด/และสำหรับผม..นัยของคำกล่าวแห่งหนังสือเล่มนี้ที่ว่า...สิ่งต่างๆย่อมเปลี่ยนแปลงคือนัยแห่งการรับรู้ในรู้สึกที่คลี่คลายและชวนขบคิดยิ่ง เพราะมันคือเหตุผลสำคัญที่ชี้ให้ได้เห็นถึงว่า...ทำไมเราถึงต่างเป็นทุกข์ในโลกนี้ และทำไมเราจึงรู้สึกหดหู่ท้อแท้ ไร้กำลังใจ..แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปรับเปลี่ยนความเข้าใจและวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของตัวเอง เมื่อนั้นเธอจะเบิกบานกับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

“แค่นั่ง...โดยไม่มีความคิดว่าจะได้อะไร..แค่เป็นเธอและเป็นตัวของตัวเอง...เธอจัก “ผ่อนคลายความคิดของตัวเองได้” และด้วยการฝึกเช่นนี้..เธอจึงมีอิสรภาพ..”

.