คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ขณะนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่ต่างยอมรับกันแล้วว่า สังคมของพวกเขาได้รับความกระทบกระเทือน เพราะเกิดการแตกแยกกันสุดๆแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลย

ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมียุคใดที่ทัศนวิสัยของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจะเดินเป็นเส้นขนานไปคนละทิศทาง!!!

ไม่มีครั้งใดที่นักการทูตระดับมืออาชีพจะออกมาเดินเรียงแถวท้าทายแบบไม่เกรงกลัวเข้าไปให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรอง ที่ล้วนแต่เป็นผลด้านลบต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่มีครั้งใดในอดีตที่เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวจะรวบรวมความกล้าออกมาให้การต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองในทางลบต่อประธานาธิบดีของพวกเขา ทำนองเดียวกันกับนักการทูตมืออาชีพ

และไม่มียุคใดเลยที่จะมีผู้รวบรวมสถิติว่าประธานาธิบดีของพวกเขาจะออกมาเอ่ยปากพูดปดแบบเป็นประจำแทบทุกๆวัน ได้มากไปกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ดั่งจะเห็นได้จากข้อมูลของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมนี้ที่ออกมาเปิดเผยว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์พูดโป้ปดมดเท็จมากถึง 13,435 ครั้ง หรือโดยเฉลี่ยตกวันละ 22 ครั้ง” แถมยังไม่มีใครสามารถที่จะลงมือทำอะไรต่อเขาได้เลย!!!

อย่างไรก็ตามการแตกแยกอย่างสุดโต่งของสังคมอเมริกันในขณะนี้ หากวิเคราะห์กันดูแล้วยังมองไม่เห็นแสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์เลยว่า “จะมีนักการเมืองคนใดที่จะขี่ม้าขาวเข้าไปช่วยเยียวยาให้วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ผ่านพ้นไปได้”

ส่วนประเด็นที่เป็นข่าวร้อนครึกโครมแบบสุดๆในขณะนี้ก็คือ กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้กระเด็นหลุดออกจากตำแหน่งในข้อหา เรียกร้องให้ต่างชาติเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐฯ เพื่อต้องการที่จะตักตวงผลประโยชน์ทางการเมืองเข้าหาตนเอง

จากสำนักค้นคว้าและวิจัย“FiveThirtyEight” ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงได้เปิดเผยความคิดเห็นของคนอเมริกันเป็นรายวันได้รายงานว่า เกี่ยวกับกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ในขณะนี้ ฝ่ายสนับสนุนให้มีการถอดถอนอยู่ที่ 48.2% และฝ่ายที่คัดค้านไม่เห็นด้วยอยู่ที่ 44.8%

สำหรับสมาชิกพรรคเดโมแครตที่เห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์สมควรจะถูกถอดถอนมีสูงถึง 82.4% ส่วนสมาชิกค่ายพรรครีพับลิกันเดียวกันกับประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่า สมควรที่จะถอดถอนมีน้อยนิดแค่เพียง 11.4%

ส่วนฝ่ายอิสระเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ควรจะถูกถอดถอนอยู่ที่ 42.5%

และหากหันไปมองความคิดเห็นของสมาชิกผู้แทนราษฎรที่สภาผู้แทนฯเกี่ยวกับการลงมติขับเคลื่อนในกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ปรากฏว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครตที่มีความเห็นชอบมีถึง 231 ที่นั่ง แต่กลับปรากฏว่ามีส.ส.ที่แหกออกไปจากคอกคัดค้านไม่เห็นด้วย 2 เสียง และงดออกเสียง 1 ราย !!!

ส่วนส.ส.ในพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ต่างผนึกพลังไม่เห็นด้วย 194 เสียง แต่ก็ยังมีผู้ที่ต้องการเซฟตัวเองงดออกเสียง 3 ราย

สำหรับการไต่สวนพยาน 12 คนที่มีการถ่ายทอดสดในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแล้วเสร็จไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วปรากฏอย่างเด่นชัดว่า คณะกรรมาธิการของพรรครีพับลิกันได้กางปีกปกป้องประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเต็มที่

โดยขณะนี้คณะกรรมาธิการข่าวกรองกำลังร่างข้อกล่าวหาแก่ประธานาธิบดีทรัมป์หลายกระทงด้วยกัน เพื่อจะนำไปยื่นเสนอต่อวุฒิสภา

ส่วนท่าทีของวุฒิสมาชิกที่มีทั้งหมด 100 คน โดยสังกัดพรรครีพับลิกัน 53 คน และสังกัดค่ายพรรคเดโมแครต 47 คน จะเข้าไปนั่งทำหน้าที่เป็นลูกขุน เมื่อได้รับข้อกล่าวหาที่ยื่นเสนอมาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยขณะนี้พันธมิตรของประธานาธิบดีทรัมป์ในวุฒิสภาได้ร่วมกันวางแผนล่วงหน้า เพื่อปกป้องประธานาธิบดีทรัมป์กันอย่างเต็มที่แล้ว!!!

สำหรับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ในขณะนี้ดูเหมือนว่า เขาอยากจะให้มีการไต่สวนเกิดขึ้นในวุฒิสภา เนื่องจากเขาอาจจะมีความมั่นใจว่า วุฒิสมาชิกของค่ายพรรครีพับลิกันจะผนึกพลังกันปกป้องตนเองอย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้การที่วุฒิสภาจะต้องมีเสียงอย่างน้อย 67 เสียงหรือสองในสามของจำนวนวุฒิสมาชิก เพื่อต้องการจะให้กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ลุล่วงไปได้นั้น นับว่ายากเย็นเสมือนเข็นครกขึ้นภูเขา

ส่วนใครจะกลายเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต เพื่อเข้าไปแข่งขันกับประธานาธิบดีทรัมป์หากเขารอดตัวได้ไปต่อไม่ถูกถอดถอนนั้น ขณะนี้ลดจำนวนลงเหลือแค่เพียง 17 รายจากเดิม ที่มีอยู่ถึง 27 คน โดยพวกที่เหลืออยู่ต่างออกมาแสดงเจตจำนงหวังจะเข้าไปเยียวยาประสานรอยแตกแยกที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม!!!

ณ วันนี้ผู้ที่อยู่ในข่ายตัวเก็งเข้าไปเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตมีอยู่ 6 คนด้วยกันคือ “รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน”
“วุฒิสมาชิกเบนนี แซนเดอร์ส” “วุฒิสมาชิกอลิซาเบธ วอร์เรน” “นายกเทศมนตรีพีท บูติเจิจ” แห่งเซ้าท์เบนด์ รัฐอินเดียนา “วุฒิสมาชิกคามาลา แฮริส” จากรัฐแคลิฟอร์เนียร์ และ“อภิมหาเศรษฐีไมค์ บลูมเบิร์ก” จากนครนิวยอร์ก

ทั้งนี้ทันทีที่ไมค์ บลูมเบิร์ก วัย 77 ปี สังกัดพรรคเดโมแครตออกมาประกาศลงแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว น่าจะสร้างปัญหาใหญ่มิใช่น้อยให้แก่ รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็จุดยืนและมีฐานเสียงที่คล้ายคลึงกันในการเป็นนักการเมืองหัวก้าวหน้า

นอกเหนือจากนั้น ไมค์ บลูมเบิร์ก ยังเป็นอดีตนักการเมืองรุ่นลายครามที่เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีแห่งนครนิวยอร์กมายาวนานกว่า 12 ปี อีกทั้งเขายังเป็นนักธุรกิจที่มียอดทรัพย์สินมากมายมหาศาลถึง 54 พันล้านเหรียญ

ในวันแถลงข่าวบลูมเบิร์กได้ออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถปล่อยให้ประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศต่อไปได้ในสมัยที่สอง เนื่องมาจากการขาดจรรยาบรรณและการเป็นคนบ้าบิ่นไม่อยู่กับร่องกับรอยของเขา”

และบลูมเบอร์กยังได้ชี้อีกต่อไปว่า “ข้าพเจ้ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์และต้องการจะได้รับชัยชนะ เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลอันตรายต่อประเทศของเรา โดยไม่ยอมรักษาคุณค่าที่มีมาตรฐานอันดีของสหรัฐอเมริกาเอาไว้ได้”

จากนั้นไมค์ บลูมเบิร์กได้แจกแจงถึงชีวประวัติที่ผ่านมาของเขาว่า “มีประสบการณ์ด้านธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญด้านงานของภาครัฐ และยังมีจิตกุศลด้านงานอาสาบริจาคเงินให้แก่สาธารณะมาแล้วอย่างมากมาย”

เขายังได้ประกาศต่อไปอีกว่า "การเอาชนะประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน และข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะต่อกรกับประธานาธิบดีทรัมป์ในทุกๆรูปแบบ”

และทันทีที่อภิมหาเศรษฐีไมค์ บลูมเบิร์ก ออกมาประกาศตัวที่จะลงแข่งขันเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต เพื่อเข้าไปเผชิญหน้าต่อกรกับประธานาธิบโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น เขาก็ได้ทุ่มเม็ดเงินโปรยหว่านออกไปถึง 35 ล้านเหรียญ เพื่อใช้โฆษณาตามสื่อต่างๆอีกด้วย

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากไมค์ บลูมเบิร์ก มีทั้งประสบการณ์ด้านกลไกของภาครัฐและยังมีความรอบรู้ทางด้านธุรกิจเป็นอย่างดี อีกทั้งเขายังมีเม็ดเงินพร้อมที่จะใช้โปรยหว่านได้อย่างเต็มที่ และเหนือสิ่งอื่นใดเขาเข้าใจและรู้เท่าทันถึงเล่ห์เหลี่ยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ดังนั้นจากนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯคงจะน่าลุ้นสนุกเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆละครับ