ในห้วงก่อนที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ และคาดว่าจะมีการอภิปรายก่อนวันที่ 20 ธันวาคมนั้น มีการเปิดเผยผลการสำรวจภาคสนาม เรื่อง “ทำอย่างไรเราจึงก้าวข้ามทักษิณได้” ของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยออกมา

โดยผลการสำรวจระบุว่า ผลเปรียบเทียบภาพลักษณ์ที่ประชาชนจำได้ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร พบหลายประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ด้านความเรียบง่าย เป็นกันเอง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 60.3 ใน ขณะที่ ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 52.8 ด้านการเปิดงาน พิธีต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 77.2 ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 50.8 ด้านยิ้มเก่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 38.0 ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 47.4 ด้านมีคนรัก ขอถ่ายรูปด้วย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 28.9 ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 36.9 ด้าน ลงพื้นที่ช่วยคนเดือดร้อน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 36.7 ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 55.2

นอกจากนี้ ด้านมีผลงานยั่งยืน ผลสำรวจพบว่า สูสีกันมาก โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 50.5 ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 48.1 อย่างไรก็ตาม ด้านคดีความต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร้อยละ 21.2 ในขณะที่ ดร.ทักษิณ ได้ร้อยละ 40.9

ผลการสำรวจยังพบว่า “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเข้าถึงคนทั้งหมดประมาณ 27,477,598 คน หรือ ยี่สิบเจ็ดล้านคนเศษ ซึ่งมากกว่าจำนวนคนที่นายทักษิณ กำลังเข้าถึงคนในโลกโซเชียลจำนวน 7,843,158 คน หรือ เจ็ดล้านกว่าคน และมีข้อมูลว่าคนในโลกโซเชียลจากหลากหลายประเทศกำลังให้ความสำคัญกับบุคคลทั้งสองแต่ยังคงพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีจำนวนคนจากประเทศต่างๆ ที่กำลังเกาะติด พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า นายทักษิณ ชินวัตร แต่มีคำพูดที่แสดงถึงภาพลักษณ์ของบุคคล ทั้งสองแตกต่างกัน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีคนพูดถึงตำแหน่ง อำนาจบริหาร เอาเรื่องเอาราว ลงโทษเอาผิดคนอื่น เปิดงาน ร่วมกิจกรรมพิธีการต่างๆมากกว่า แต่ถ้าเป็นคำพูดที่พูดแล้วดูดี มีผลทางจิตใจให้เกิดความรัก ความศรัทธาของคนในโลกโซเชียลเพราะ ช่วยเหลือคน จะพบว่า อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ จะถูกพูดถึงมากกว่า

ผลโพลล์ ชิ้นนี้ยังอ้างว่า ชี้ให้เห็นช่องทางอะไรบางอย่างว่า มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวผ่านอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ไปได้อย่างดีถ้าทุกฝ่ายช่วยกันบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจที่ออกมานั้น ในเชิงการเมืองแล้วเป็นบวกกับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์พอสมควร ยิ่งในภาวะที่กำลังเข้าสู่โซนอันตราย ที่ฝ่ายค้านหงายไพ่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นนี้ ซึ่งตัวของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ตกเป็นหนึ่งในเป้าของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะการนั่งกุมบังเหียนในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล

กระนั้น คะแนนนิยมและการพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะมีผลต่อการก้าวผ่านนายทักษิณก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐม ความพ่ายแพ้ของพรรคอนาคตใหม่ สะท้อนการที่ไม่ยอมให้ก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ

จึงต้องมาโฟกัสที่การเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต เขต 7ขอนแก่น ที่จะเป็นการวัดกำลังของนายทักษิณ และพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง เพราะหากพรรคเพื่อไทยพ่ายในสนามนี้ ก็อาจกลายเป็นโดมิโน่ล้างสาวกนายกทักษิณในภาคอีสาน ถึงตรงนั้นจึงจะสิ้นมนต์ขลังและก้าวผ่านไปได้