ปิดท้ายภารกิจของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 7 พ.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ ยกคณะรัฐมนตรี และข้าราชการลงไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ต.คู่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษเพื่อเป็นประธานเปิดโรงอบเมล็ดพันธุ์ข้าวและทดสอบระบบการคัดคุณภาพข้าว รวมถึงการพบปะเกษตรกร โดยในงานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้โอกาสพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่มาต้อนรับ

“ วันนี้ผมต้องการพูดให้ทุกคนได้รับรู้ว่าเรามีความจริงใจอย่างไร รัฐบาลมองและคิดอย่างไร วันนี้ผู้ที่เป็น ส.ส.และ ส.ว.ก็ต้องช่วยกัน นักการเมืองไม่ว่าจะพรรคไหนทั้งนั้น ต้องรู้ว่าพรรคนี้คือพรรคไทย พรรคประเทศไทย ทุกคนต้องร่วมมือกันตรงนี้ในการขับเคลื่อนทุกมิติไปให้ได้

เรื่องทางการเมืองก็เป็นเรื่องของการเมืองก็ว่ากันไปเป็นประชาธิปไตยก็ว่ากันไป วันนี้สิ่งที่ผมอยากจะขอพวกเราก็คือเราต้องลดความขัดแย้งลดปัญหาที่มีระหว่างกันให้ได้ จะรัก จะชอบ จะเกลียดอย่างไร ก็ขอให้หยุดๆกันไว้ก่อนบ้าง มันจะได้มีเวลาไปคิดอะไรใหม่ๆให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อย่าลืมว่าเรามี 77 จังหวัด”

ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ชูประเด็นที่ว่าด้วย “พรรคประเทศไทย” เพื่อสร้างความรู้สึกของการมีส่วนร่วมระหว่างพี่น้องชาวศรีสะเกษ กับประชาชนอีก 76 จังหวัด ภายใต้การนำของรัฐบาล

ในการพบกับประชาชนที่ศรีสะเกษ จะเห็นได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เลือกหยิบประเด็นที่ว่าด้วยการเมืองชนิดที่เคยเข้มข้น ดุเดือดเหมือนหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาอีก

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ นายกฯไม่ต้องการ “ขยายความ” ประเด็นการเมือง เนื่องจาก “กลไก” ในมือรัฐบาลกำลัง “ทำงาน” รับมือกับศึกรอบด้าน อยู่แล้ว

โดยเฉพาะเกมการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่อเค้าจะกลับมาร้อนระอุทะลุจุดเดือด รอบใหม่ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถ “ชิ่ง” วาระร้อนๆที่ว่าด้วยการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560

แต่งานนี้ รัฐบาลมี “พลังประชารัฐ” และ “250สว.” ทำหน้าที่รับมือกับ “พรรคประชาธิปัตย์” พรรคร่วมรัฐบาลที่ประกาศตัว “ชิงเก้าอี้ใหญ่” คือตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับพรรคพลังประชารัฐ

ลำพังพรรคประชารัฐ อาจจะเหนื่อยหนัก หากรับมือกับ “7พรรคฝ่ายค้าน+ประชาธิปัตย์” แต่เมื่อได้ “250 สว.” อันมีกำเนิดมาจาก “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือคสช.ในภาคแรก ก็น่าจะทำให้ความหวังของ ประชาธิปัตย์+7พรรคฝ่ายค้านที่ต้องการคิ๊กออฟ เกมแก้รัฐธรรมนูญว่าจะราบรื่น ก็มีอันต้องกุมขมับ !

เป็นอันว่าหน้าที่การรับมือกับความวุ่นวายในสภาฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถ “เบาใจ” ได้ เช่นเดียวกันกับที่ ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เลือกที่จะ ไม่เดินไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฏร โดยมี “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ รอที่จะ “ขย้ำ” ทั้งคู่กลางที่ประชุม
กรรมาธิการฯ

โดยเลือกที่จะส่งหนังสือ ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงออกไป และในระหว่างนี้ ก็มีคนของพรรคพลังประชารัฐ เดินสายยื่นหนังสือขอให้มีการตรวจสอบ “อำนาจหน้าที่” ของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่าเกินขอบเขตหรือไม่ ?

และหากย้อนกลับไป ก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ ที่เพิ่งทำหน้าที่สำคัญ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยความราบรื่น ไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อคราวที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อปี2552

โดยในครั้งนั้น รัฐบาลของอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เอง ต้องเจอกับภาพจำที่เลวร้าย เมื่อ “คนเสื้อแดง” พากันบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช สถานที่ใช้ในการประชุม จนเกิดความเสียหายตามมา

แต่สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นำคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้ง มาทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพ” ได้อย่างสมศักดิ์ศรี อีกทั้งยังใช้โอกาสนี้ หารือกับทางตัวแทนสหรัฐฯเพื่อขอเจรจาการที่ไทยถูกตัดสิทธิจีเอสพี ซึ่งได้รับ “สัญญาณบวก”

จะเห็นได้ว่า ยิ่งอยู่นาน พล.อ.ประยุทธ์ เองยิ่งเรียนรู้ และซึมซับความเป็น “นักการเมือง” มากขึ้น บิ๊กตู่ไม่ใช่นายทหารที่เอาแต่บทบู๊ ดุดันคนเดิมอีกต่อไป อีกทั้งยังเลือกที่จะเล่นในเวที ในสนาม ที่จะสามารถ “ทำแต้ม” ทั้งเวทีใหญ่ระดับชาติ ไปจนถึงการลงไปลุยพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ

จะเว้นก็แต่สังเวียนที่ยังไม่เชี่ยวกรำอย่าง “สภาผู้แทนฯ” ที่ยังต้องเลือก ลดแรงปะทะ รักษารังวัดของตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด !