นายคณิศร สุยะนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรองเท้า บมจ. ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยถึงภาพรวมของรองเท้าสตรีว่า ปัจจุบันตลาดรวมค่อนข้างปรับตัวลดลง เนื่องจากการแข่งขันที่สูง และเทรนการสวมใส่รองเท้าที่เปลี่ยนไป เน้นสวมใส่รองเท้าแนวสปอร์ตมากขึ้น ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมตลาดจะลดลง แต่กลุ่มสินค้ารองเท้าผู้หญิงบริษัท ยังมียอดขายเติบโตเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทมีการปรับตัวการทำตลาด รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเพิ่มสินค้ารองเท้าสนีกเกอร์ เข้ามาจำหน่ายมากขึ้น, การรับสั่งตัด (Easy Order) กลุ่มรองเท้าสตรี โดยเริ่มที่แบรนด์ แนทเธอร์ไลค์เซอร์” มีประมาณ 144 ร้านค้า ฯลฯ ซึ่งมีผลต่อผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นสวนกระแสตลาด

นอกจากนี้ยังได้มีการขยายสาขาเพิ่มต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิด การเปิด Shop in Shop ที่เป็น Multi Brand Shop ที่ชั้น 2 แผนกรองเท้าสตรี ห้างสยามทาคาชิมายะ ดิไอคอนสยาม เป็นสาขาแรกที่มีแบรนด์รองเท้ามารวมกัน และเป็น ช้อปที่สามารถเลือกรองเท้าได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถสั่งตัด (Easy Order) ได้ในรูปแบบต่างๆ มีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนใหม่ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์

สำหรับการรับสั่งตัด บริษัทมีแบบ สี ให้ลูกค้าได้เลือก ตามไลฟ์สไตล์ 20 สี มีทั้งหนังวัวและหนังแกะ เบื้องต้นมี 7 แบบ 5 ความสูง โดยกำหนดระยะเวลา14วันทำการ โดยลูกค้าชำระเงินที่หน้าร้านค้าแล้วเลือกได้ว่าจะมารับด้วยตนเองที่ร้านค้าหรือให้ส่งไปที่บ้านหรือที่ทำงานก็ได้ อย่าไรก็ตามในไตรมาสที่ 4 ได้เพิ่มรูปแบบที่เป็นไลฟ์สไตล์ ที่ดูแอคทีฟมากขึ้น ทำให้เกิดการคล่องตัว คาดว่าจะมียอดขายจากกลุ่มใหม่นี้ประมาณ 5%

“การบริการสั่งตัด (Easy Order) ได้ทดลองตลาดไปเมื่อปีที่ผ่านมา เริ่มจากแบรนด์แนทเธอร์ไลค์เซอร์ พบว่ามีการตอบรับที่ดีด้วยยอดขาย 500-600 คู่ต่อเดือน จาก 20 ร้านค้าในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะขยายไปร้านค้าต่างจังหวัดเป็น 50 ร้านค้า ทำให้ยอดขายในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ไตรมาส 2 เติบโตขึ้นเป็น 10% ดังนั้นจึงมั่นใจว่าบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทมีการเติบโตต่อเนื่อง” นายคณิศร กล่าว


นายคณิศร กล่าวว่า สำหรับงบประมาณทำตลาดของผลิตภัณฑ์รองเท้าทั้งหมดของไอ.ซี.ซี.ฯปีนี้ จะใช้ประมาณ 5% ของยอดขาย โดยที่จะหนักไปทางออนไลน์โดยไตรมาส 3-4 นี้ จะมีเพิ่มช่องทางในการขายออนไลน์มากขึ้น เช่น เว็บไซต์ ethailandbest.com และเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ เช่น ลาซาด้า โอชอปปิ้ง หรือช่องทางทางทีวีเอง และบริษัทก็กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นอยู่อีกด้วย เพื่อผลักดันเป้ายอดขายรวมสิ้นปีอยู่ที่ 500 ล้านบาท