ชัยชนะจากการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 จังหวัดนครปฐม แม้ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” จะเป็นคนของพรรคชาติไทยพัฒนา แต่พรรคชาติไทยพัฒนา คือหนึ่งใน “พรรคร่วมรัฐบาล” และเบื้องลึกจากชัยชนะของเผดิมชัย รอบนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจาก “กำลัง” ของ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ส่งไปหนุน จนทำให้ ฝ่ายรัฐบาลได้ที่นั่งส.ส.เพิ่มขึ้นอีก 1 ที่นั่ง

การคว่ำผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ โดยการร่วมมือร่วมแรงกันของฝ่ายรัฐบาลครั้งนี้ มีความสำคัญและน่าสนใจ หลายประการด้วยกัน เพราะนอกจากจะเป็นการสะท้อน ให้เห็นถึง “ความนิยม” และ “ความเก๋าเกม” ของ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” เจ้าของพื้นที่ที่ผูกขาดนครปฐม มายาวนาน จนกลายเป็น “บ้านใหญ่” แล้ว

ในอีกด้านหนึ่งยังเป็นการ “เอาคืน” พรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังเผชิญกับศึกใน-ศึกนอก ในคราวเดียวกันว่า เมื่อใดที่ “ฝ่ายตรงข้าม” ตั้งรับ ตั้งตัวได้ทันแล้ว โอกาสที่จะพลิกกลับมาชนะ ย่อมเป็นไปได้สูง แม้ก่อนหน้านี้พรรคอนาคตใหม่ จะโชว์ความพร้อม -ความเหนือชั้น ด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านโซเชียล

แต่ในการเลือกตั้งซ่อม เขต5 นครปฐม เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมาผู้สมัคร นักการเมืองรุ่นเก่า ที่เคยรั้งอันดับอยู่ที่ 4 ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่24มี.ค. สามารถพลิกกลับมาชนะขาดลอย จนต้องมีการ “ถอดสมการ” ออกมาว่าแท้จริงแล้ว พรรคอนาคตใหม่ยังต้องเรียนรู้ความเป็นจริงทางการเมืองอีกไม่น้อย

ขณะที่เมื่อมองกลับมายัง ฝ่ายรัฐบาลเองที่เลือกส่ง “กำลังหนุน” เทไปยังเผดิมชัย แทนผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้ฝ่ายรัฐบาลได้เสียงเพิ่มขึ้น อีก 1ที่นั่งนั้น กำลังจะกลายเป็น “โมเดล” ที่มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปสู่การกวาดที่นั่งส.ส.ในอีก 3 เขตเลือกตั้งซ่อม ทั้ง ที่กำแพงเพชร ,ขอนแก่นและสมุทรปราการตามมาในเร็วๆนี้

แต่งานนี้ มีแนวโน้มว่า พรรคพลังประชารัฐ จะส่ง “คนของตัวเอง” ลงชิงเก้าอี้ส.ส.ทั้ง 3 เขตใน 3 จังหวัด หลังจากที่ประเมิน จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และความเป็นไปได้ จาก “นครปฐมโมเดล” ชัดเจนแล้วว่า ควรส่งกำลังเสริม ในจุดไหน และจุดไหน ควรที่จะต้อง “ออกแรง”มากเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกันทางฟากพรรคฝ่ายค้านเองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย กับพรรคอนาคตใหม่ กลับไม่สามารถ “ตกลงกันได้”ว่าพื้นที่ไหน ใครจะลง หรือใครจะยอมถอย !

ปัญหาความขัดแย้งข้อนี้ แกนนำของพรรคเพื่อไทย มองว่าหากดำเนินยืดเยื้อ ไม่ลงตัว ก็จะเกิดปัญหาการแย่งเสียงกันเอง ในแต่ละเขตที่มีการเลือกตั้งซ่อม ตามมา จนในที่สุด จะกลายเป็นว่า “พากันแพ้”

อย่างไรก็ดี เวลานี้ พรรคอนาคตใหม่ ดูจะเป็นฝ่ายที่ตกอยู่ในสภาพอึดอัด แต่โดนท้าทายมากที่สุด เพราะหาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค ยังไม่สามารถ “กู้วิกฤติ” ด้วยการเอาชนะในการเลือกตั้งซ่อมรอบนี้ได้อีก จะยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในพรรค “ดิ่งลง” มากขึ้นทุกที

นอกจากนี้ยังต้องไม่ลืมว่า “ความขัดแย้ง” ภายในพรรคอนาคตใหม่นั้นจนถึงวันนี้มีแต่จะ “ขยาย”มากขึ้น โดยเฉพาะความบาดหมางระหว่าง “กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น” กับ “แกนนำ” ของพรรคที่มี ธนาธร - ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค รวมทั้ง “กุนซือตัวจริง”ที่อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งพรรคมาตั้งแรกเริ่ม

หมายความว่า พรรคอนาคตใหม่เองยังต้องอยู่ในการ “ระวังหลัง” เพราะกลุ่มการเมืองท้องถิ่น อาจฉวยจังหวะนี้ ตอบโต้ สั่งสอน “แกนนำหลัก” จนทำให้พรรคต้องเผชิญกับศึกหลายทาง

ส่วนพรรคพลังประชารัฐเอง อาจจะอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะการประเมินจากผลแพ้ชนะ ในสนามนครปฐม เพื่อใช้ต่อยอดไปสู่ปฏิบัติการ “กินเรียบ” กวาดที่นั่งส.ส.ในอีก3เขตเลือกตั้งซ่อม