สถาพร ศรีสัจจัง

เมื่อถึงวันนี้สิ่งที่เรียกว่า “คนเดือนตุลาฯ” อาจสูญพันธุ์สลายหายไปกับ “แรงกระชากทางประวัติศาสตร์” จนแทบจะหมดสิ้นแล้ว แต่ที่ยืนยันได้ ว่าจะยังดำรงอยู่ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “จิตใจเดือนตุลาฯ” ซึ่งผู้ที่ตระหนักได้ถึง “สัจธรรม” ย่อมรู้ได้ด้วยจิตสำนึกว่าไม่มีทางสูญสิ้น ไม่มีทางสูญสิ้นเหมือนกับคนประเภทที่ “นักมนุษยนิยม” แบบนายแพทย์ “เช เกวารา” แห่งลาตินอเมริกาเคยเรียกว่า เป็นคนที่ “รู้สึกตัวสั่นทุกครั้ง ที่ได้รับรู้ว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้นอีกแล้ว ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งของโลก”

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวสรุปเป็นสำนวนแบบ “มังกรโบราณ” โก้วเล้ง นักเขียนผู้รจนาวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง “ฤทธิ์มีดสั้น” ไว้ให้ชนชั้นหลังได้ซึมซับเพื่อจะตอบคำถามสำคัญว่า “คุณธรรมคืออะไร? วิญูซูมชนคืออะไร? สหายคืออย่างไร?ลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องมีบุคลิกภาพเช่นใด หรืออะไรที่มักเป็นจุดอ่อนของหญิงงาม?ฯลฯ ก็คงจะต้องกล่าวได้ว่า เพราะ “จิตใจเดือนตุลาฯ” จะยังคงดำรงอยู่ มนุษยชาติ( และสังคมไทย) จึงจะยังมีความหวังและความไฝ่ฝันแสนงามอีกต่อไป(ตลอดกาล)!

และโดยเหตุเช่นนี้เองกระมัง คนที่มีจิตใจดีงามในสังคมไทยจึงคงจะต้องคิดถึง “จิตใจเดือนตุลาฯ” คือจิตใจที่กล้าเสียสละ จิตใจที่กล้าต่อสู้(กับความไม่เป็นธรรมในสังคม) ตลอดไป!

ดังนั้นถ้าใครคิดจะเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ “14 ตุลาฯ” และ “6 ตุลาฯ” เมื่อวาระดังกล่าวเวียนวนมาถึงในทุกปี เป้าหมายที่ควรยกขึ้นชูไว้ให้สูง เพื่อชนรุ่นหลังจะได้ประจักษ์รู้และรำลึกถึงด้วยหัวใจคารวะก็คือ “จิตใจเดือนตุลาฯ” ดังที่ว่านั่นเอง ไม่ใช่เพื่อการรำลึกถึงวีรบุรุษหรือใครคนใดคนหนึ่ง!

เพราะเหตุการณ์ในเดือนตุลาฯทั้งเมื่อ 14 ตุลาฯ 2516 และ 6 ตุลาฯ 2519 ไม่ได้เกิดขึ้นหรือเป็นไปเพราะเจตนารมณ์ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดขึ้นและเป็นไปเพราะเจตนารมณ์แห่ง “อัตวิสัย” ของสังคมไทยโดยองค์รวม! เช่นนี้เองจึงอาจกล่าวได้ว่า “ชีวิตคนเดือนตุลาฯสั้น” แต่ “เจตนารมณ์เดือนตุลาฯ” ยืนยาว”!

ถ้าจะให้กล่าวถึง “คนเดือนตุลาฯ” โดยจำเพาะ เมื่อถึงวันนี้ แม้พวกเขาคงจะเหลืออยู่ในสังคมไทยไม่มากนัก ที่เหลืออยู่ก็ต้องถือว่าเป็น “ผู้อาวุโส” (โดยวัยวุฒิ) แล้วทั้งสิ้น เพราะถ้านับให้กว้างสุด คือนับจากผู้ที่เคยเรียนอยู่ในระดับม.ปลายของปีพ.ศ.2519 (ซึ่งเป็นปีเกิดเหตุอันก่อให้เกิดการสำแดงรูป “จิตใจเดือนตุลาฯ” ครั้งที่ 2) ซึ่งตอนนั้นพวกเขาก็คงมีอายุกันประมาณ 16-17 ปี เมื่อถึงปี 2562 นี้ อายุของคนรุ่นนี้น่าจะเกือบ 60 ปีเข้าไปแล้ว

ส่วนคนรุ่น “14 ตุลาฯ โดยเฉพาะที่เรียนมหาวิทยาลัยรุ่นกลุ่มผู้ก่อการฯทั้งนอกระบบ เช่น คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คุณธีรยุทธ บุญมี และในระบบ เช่น คุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ (ขณะนั้นเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย) หรือบรรดาผู้สังกัด “กลุ่มอิสระ” ในช่วงนั้นทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ “14 ตุลาฯ” อย่างสำคัญ ได้แก่

กลุ่มสภาหน้าโดม (เช่น คุณจรัล ดิษฐาอภิชัย/คุณปรีดี บุญซื่อ/คุณธัญญา ชุณห์ชฎาธาร/คุณอรรถวิบูลย์ ศรีสุวรนันท์/คุณกมล กมลตระกูล/คุณขจิต ศิกษมัต ฯลฯ) และ กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว (เช่นคุณสุชาติ สวัสดิศรี/คุณวิทยากร เชียงกูร/คุณคำรณ คุณดิลก/คุณนิคม รายวา/คุณวินัย อุกฤษณ์/คุณประเสริฐ จันดำ/คุณเธียรชัย ลาภานันท์ นามปากกาลือลั่นคือ “นัน บางนรา” และ “เพี้ยน พุ่มชะมวง”/คุณสุรชัย จันทิมาธร-คุณคมศร คุณะดิลก,คุณธัญญา ผลอนันต์, 3 คนนี้มาจากนอกธรรมศาสตร์/และคุณยุทธนา มุกดาสนิท เป็นต้น ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กลุ่ม “ชมรมคนรุ่นใหม่” ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เช่น คุณแสง รุ่งนิรันดรกุล/คุณประเดิม ดำรงค์เจริญ/คุณวิสา คัญทัพ/คุณบุญส่ง ชเลธร/คุณก้องเกียรติ คงคา/ เป็นต้น

“กลุ่มสภากาแฟ” เช่น คุณทวีศักดิ์ หาราชัย และคุณสุภาพ พัสอ๋อง เป็นต้น ขอโทษที่จำได้เพียง 2 ท่าน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

“กลุ่มฟื้นฟูโซตัสใหม่” เช่น คุณประสาร มฤคพิทักษ์/คุณพิรุณ ฉัตรวนิชกุล/คุณเกรียงกมล เลาหไพโรจน์/คุณภูมิธรรม เวชยชัย เป็นต้น ของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หรือกลุ่มจาก ม.มหิดล เริ่มตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่าง คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน์/จนถึงรุ่นคุณหมอเหวง โตจิราการ

ส่วนกลุ่ม “วลัญชทัศน์” จาก ม.เชียงใหม่ที่โด่งดังจากหนังสือ “ภัยเขียว” มาตั้งแต่ปี 2514 ก็ได้แก่ คุณนิสิต
จิระโสภณ/คุณสงวน พิศาลรัศมี/คุณสุรเจตน์ น้อยพันธ์/คุณชัชวาลย์ นิลประยูร/คุณธงชัย สุรการ/ต่อมาจนถึงรุ่นคุณชาญชัย สงวนวงศ์และคุณผดุงศักดิ์ พื้นแสน เป็นต้น

สิ่งที่คนรุ่นนี้(ที่ยังคิดถึงเดือนตุลาฯอยู่)ควรจะทำหรือน่าจะทำได้ก็คือ การยืนยันจิตใจดังกล่าวต่อตัวเองและมีส่วนในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์ “จิตใจเดือนตุลาฯ” ให้แผ่ขยายกว้างขวางยิ่งขึ้นในสังคมไทย!

โดยยึดหลักที่ Idol คนสำคัญคนหนึ่งในยุคนั้นคือประธานเหมา เจ๋อ ตุง หัวขบวนการปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยกล่าวชี้นำการปฏิบัติด้านชีวทัศน์เอาไว้ให้ยึดกุม นั่นคือต้อง “เข้มงวดตัวเอง ผ่อนปรนผู้อื่น”!!

กองทุนประกันวินาศภัย
Muang Thai Insurance